ข่าว

ธุรกิจชี้ "การเมือง" ปัจจัยเสี่ยงศก.ไทยผวาสถานการณ์ไม่นิ่งชะลอลงทุน-นิด้าแนะรัฐพึ่งตลาดจีน

ธุรกิจชี้ "การเมือง" ปัจจัยเสี่ยงศก.ไทยผวาสถานการณ์ไม่นิ่งชะลอลงทุน-นิด้าแนะรัฐพึ่งตลาดจีน

28 พ.ค. 2552

หอการค้าเผยนักธุรกิจมอง "การเมือง" ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ชี้หากยังไม่นิ่งขอชะลอการลงทุนไว้ก่อน ฉุดจีดีพีปีนี้ติดลบ 3% ด้านนักวิชาการนิด้ามองสหรัฐผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะรัฐหันพึ่งตลาดจีนมากขึ้น

 ดร.ยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจทัศนะของผู้ประกอบการ ต่อปัจจัยสถานการณ์ทางการเมืองต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ ระบุว่านักธุรกิจส่วนใหญ่มองปัจจัยภายในประเทศเป็นสาเหตุหลักที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า ซึ่งมากกว่า 50% มองความเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยมาจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ความเชื่อมั่น และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 นอกจากนี้ ในกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองไม่นิ่ง และยังมีการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนมีผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการลงทุน ตลอดจนชะลอการขยายตลาดและการขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มการลงทุน แต่พร้อมจะดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจหากการเมืองเริ่มมีความสมานฉันท์ในทุกฝ่าย

 ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ผลสำรวจชี้ชัดว่านักธุรกิจไทยเห็นปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศมีมากกว่าภาวะเศรษฐกิจโลก และหากการเมืองไม่นิ่งธุรกิจก็จะชะลอการลงทุน ดังนั้น คาดว่าในกรณีที่สถานการณ์การเมืองไม่สงบเช่นนี้ โอกาสที่เศรษฐกิจในปีนี้จะติดลบถึง 3% มีสูง และปีหน้าจะขยายตัวต่ำเพียง 0-2% เท่านั้น แต่หากการเมืองนิ่ง รัฐบาลสามารถกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ก็คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะติดลบราว 2% และปีหน้าจะขยายตัวได้ในกรอบ 3-4%

 ด้านรศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวในงานเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินในหัวข้อ "อีโคโนมิคส์ รีเชฟ : ชิฟท์ ทู เอเซีย แอนด์ อาเซียน" จัดโดยนิด้าร่วมกับสถาบันวิจัยนครหลวงไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นแล้ว สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือ ปัญหาในภาคธุรกิจที่แท้จริงเริ่มคลี่คลายอัตราการว่างงานเริ่มคงที่ แต่ภาคธุรกิจยังประสบภาวะขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน

 สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยนั้น แม้ว่าจะไม่มีปัญหาสถาบันการเงิน แต่ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนสภาพคล่อง ตลอดจนการส่งออกและการลงทุนที่ลดลง ทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานและหลายกิจการต้องปิดตัวลง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือ การหันมาเพิ่มการพึ่งพิงกับเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพอย่างประเทศจีน

 ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปร่าง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจให้ยั่งยืนในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 5% โดยโครงสร้างใหม่ที่ประเมินได้ในปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐมาตลาดเอชีย จากการพึ่งพารายได้จากการส่งออกมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น และจากการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมมาเน้นภาคบริการ