
ยี่สิบปีแล้วนะ…เมื่อข้อความเปลี่ยนโลก
ยี่สิบปีแล้วนะ…เมื่อข้อความเปลี่ยนโลก : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
วันที่ 3 ธันวาคม เมื่อ พ.ศ.2535 วิศวกรชาวอังกฤษที่ชื่อ นีล แพ็พเวิร์ธ เขาได้รับเลือกจากทีมงานให้เป็นผู้ส่งข้อความแรกจากโทรศัพท์มือถือ ไปยังผู้อำนวยการของ โวดาโฟน ซึ่งเป็นบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ของเมืองผู้ดี
ข้อความแรกจากโทรศัพท์ในโลกคือ Merry Christmas
ที่มาของการทดลองดังกล่าวก็คือ โวดาโฟนต้องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะปรับปรุงบริการเพจจิ้ง ให้ดีขึ้น (จำได้ไหมเมื่อก่อน เราต้องโทรไปบอกคนให้ส่งข้อความให้เรา)
ไม่มีใครคาดคิดว่าข้อความนั้นจะเปลี่ยนโลกได้ขนาดนี้ (ปีที่แล้วในอังกฤษ 150 ล้านล้านข้อความ - 150 Billion Texts ตามข่าวในอังกฤษ)
แรกเริ่มนั้น เขาคิดว่า จะมีไว้เป็นเพจเจอร์ คือส่งข้อความที่เลขาฯ ส่งให้เจ้านาย เวลาที่ไม่อยู่ในที่ทำงาน
แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่า Short Message Service สมัยนั้นมันยังไม่มีคีย์บอร์ดให้กดในโทรศัพท์
มาถึงวันนี้ การส่งข้อความกลายเป็นเรื่องปรกติในชีวิตประจำวัน
ยิ่งบริการเรื่องส่งข้อความกลายเป็นเรื่องที่แถมมากับแพ็กเกจต่างๆ ก็ยิ่งทำให้การส่งข้อความเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ต้องคิดมากว่าจะต้องเสียตังค์ (เพราะเสียไปแล้ว)
แต่ถ้ามองในรายละเอียด การส่งข้อความในวันนี้ก็อาจจะถึงจุดเปลี่ยนเช่นกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้โลกก้าวเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ดังนั้น หลายคนก็เลือกที่จะใช้บริการส่งข้อความผ่านอินเทอร์เน็ต แทนที่จะใช้บริการโทรศัพท์
อาทิ โปรแกรม Line WhatsApp BBM เป็นต้น
ตัวเลขน่าสนใจคือการส่งข้อความของอังกฤษ และ อเมริกา นั้นลดลง แต่ก็นั่นแหละครับ ในหลายสถานการณ์และหลายประเทศที่การเชื่อมต่อยังไม่สมบูรณ์ การส่งข้อความนั้นก็ยังเป็นทางเลือกที่สำคัญอยู่
เหมือนอย่างกรณีบ้านเรานั่นแหละครับ
แต่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่โลกนี้เขาไม่ได้พูดกัน ว่าในบ้านเรา การส่งข้อความยังเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองอยู่ เพราะข่าวในต่างประเทศไม่ได้บอกว่า การส่งข้อความที่ไม่มีใครระบุได้ว่าผู้ส่งเป็นคนส่ง (เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ส่ง ในความหมายว่ากำลังส่ง มีแต่หลักฐานว่าครอบครองเครื่องที่ส่ง) ก็ทำให้คนติดคุกและตายในคุกได้อย่างกรณีบ้านเรา
เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงว่าตัวกลาง คือผู้บริการการส่งข้อความจะต้องมีส่วนรับรู้ในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
เรื่องราวเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป ในบ้านเมืองเรา เพราะข้อความที่ส่งมาหน้ารายการโทรทัศน์นั้นก็มีผลสำคัญในเรื่องความนิยมอยู่
และทุกวันเบื้องหลังแต่ละรายการก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ในการกรองคำต่างๆ เพื่อไม่ให้เดือดร้อนและไม่ให้เกิดการโจมตีที่ไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่
บางทีเรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยังดำรงอยู่ แต่ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี และความเข้าใจในรากฐานของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในบ้านเมืองของเรานั้นก็คงจะต้องอาศัยเวลาไปอีกสักพัก
ผมไม่ได้พูดถึงการเซ็นเซอร์ หรือการห้ามใช้เทคโนโลยี หรือการส่งข้อความ แต่คิดว่า เรื่องแบบนี้คงต้องอาศัยเวลา และการถกเถียงพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและเปิดใจกันอีกมาก กว่าสังคมจะมีความแข็งแรงเรื่องเทคโนโลยี และมารยาท และการเข้าใจสิทธิและการไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
แต่ระหว่างทางนี้คงมีรายจ่ายกันอีกมิใช่น้อยครับ



