
เศรษฐกิจ-การเงิน-สู่เรื่องสังคม
สวัสดีเศรษฐกิจ : เศรษฐกิจ การเงิน สู่เรื่องสังคม เรื่องหนี้และการจัดการในวันหน้า : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ในช่วงเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังการเผยแพร่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เรื่อง ภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 ได้กลายเป็นประเด็นตอกย้ำเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือนไทยที่มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่า ครัวเรือนไทยก่อหนี้มากขึ้น โดยมียอดคงค้างประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท และมีการเติบโตสูงถึงร้อยละ 20.4 หากเป็นเรื่องซื้อรถยนต์ก็เติบโตสูงถึงร้อยละ 33.6 สินเชื่อเพื่อการบริโภคจับจ่ายใช้สอยไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลก็เพิ่มสูงถึงร้อยละ 30.3
คำถามที่สำคัญคือ อะไรทำให้เกิดการก่อสินเชื่อที่เพิ่มสูงขนาดนั้น ผู้รู้และผู้ที่คิดว่าตัวเองรู้ ผู้ที่สวมรอยมาสื่อสารเพื่อผลทางการเมือง และสถาบันวิจัยต่างๆ ได้ออกมาสรุปดังนี้
1. มาจากพฤติกรรมของผู้คนที่ไม่ออมก่อนใช้ ไม่มีการสะสมเงินฝาก เชื่อในวัฒนธรรมใช้ไปก่อนผ่อนทีหลัง
2. มาจากการกระตุ้นให้เกิดความอยากได้ใคร่มีของสถาบันการเงินผ่านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เช่น กู้ง่ายได้ไว เที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง แต่งไปก่อนผ่อนทีหลัง แต่งได้แต่งดี..เงินมีเพราะกู้ได้ อยากได้เงินสดทั้งรถทั้งบ้านช่วยได้ เช่น บ้านแลกเงิน รถแลกเงิน เป็นต้น
3. มาตรการตามนโยบายประชานิยมในการมีสินทรัพย์ชิ้นแรกของชีวิตทั้งรถยนต์ ทั้งบ้าน โดยมีสิ่งจูงใจคือได้ภาษีคืนกลับมา ประกอบกับการฉวยโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการบ้าน และรถยนต์ต่างโหมกลยุทธ์ทางการตลาดให้คนตัดสินใจเร็วขึ้นในการกู้ยืมเพื่อเอาเงินมาซื้อทรัพย์สิน
คำถามคือ แล้วที่ไปกู้กันมานั้นมีความสามารถในการชำระหนี้ ในการใช้คืน หรือที่เราๆ ท่านๆ ทราบคือ จ่ายหนี้ได้ไหม มีปัญหาอะไรหรือไม่ พบว่า มีการผิดนัดเป็นเงิน 7 พันกว่าล้านบาทเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 37 และเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2554 เป็นต้นมา อันนี้คือสัญญาณที่ไม่ค่อยดี ประเด็นคือจำนวนคนที่ผิดนัดชำระหนี้มีกี่มากน้อย มีกี่ครัวเรือน และก็มีคำตอบว่า คนที่เงินเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท (อยู่บ้านเช่า กินข้าวกล่อง) น่าเป็นห่วงที่สุด
หากครอบครัวมีปัญหาทางการเงินจะก่อให้เกิดความเครียดสะสม มีการทะเลาะในครอบครัว เด็กคือผู้ได้รับผลกระทบ ร้ายที่สุดคือการแก้ปัญหาโดยการใช้กำลัง การหันไปหาทางออกด้วยการดื่มสุรา และยาเสพติดเพื่อให้ลืมๆ มันไป ปัญหาสุขภาวะของผู้คนในครัวเรือน และท้ายที่สุดการมีประสิทธิภาพในการทำงานของผู้คนที่มีหนี้กดทับอยู่จะเกิดได้อย่างไร การมีสัดส่วนหนี้ที่เป็น เอ็นพีแอล (NPL) ต่ำเพียงร้อยละ 1-2 ไม่ใช่ประเด็นเพราะนั่นเป็นตัวเลขของเงินบาท
ที่สำคัญคือจำนวนรายของลูกหนี้ ครอบครัวของลูกหนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ต่างหากที่สำคัญ เพราะเรากำลังพูดถึงชีวิตคนกันอยู่ ถึงเวลาที่ควรกลับมารณรงค์การก่อหนี้อย่างมีสติหรือยัง
ผมขอเสนอคำขวัญ “ครัวเรือนจะปลอดภัย ต้องห่างไกลการก่อหนี้ (อย่างขาดสติ)” …ขออย่าหาเหตุก่อหนี้เพื่อเอาเงินมาซื้อของให้ตัวเองด้วยการอ้างว่าให้รางวัลชีวิตรับปีใหม่ 2556 นะครับ...
-----------------------------------
(สวัสดีเศรษฐกิจ : เศรษฐกิจ การเงิน สู่เรื่องสังคม เรื่องหนี้และการจัดการในวันหน้า : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



