
ฉายความภาคภูมิใจใต้ร่มพระบารมี
ฉายความภาคภูมิใจใต้ร่มพระบารมี : นันทสิทธิ นิตย์เมธา และชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ ช่างภาพเนชั่น
คนไทยเกือบ 70 ล้านคน จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท หรือถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิด เมื่อเป็นหนึ่งในหลายสิบล้านนั้น แล้วพวกเขาหรือเธอจึงไม่รีรอที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท อย่างภารกิจการเป็น "ช่างภาพข่าวพระราชสำนัก" นับว่าได้รับความไว้วางใจให้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอย่างมาก และนั่นก็นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตการทำงานอย่างหาที่สุดมิได้...
ความทรงจำในวัยเด็กเมื่อครั้งที่แม่พาไปรับเสด็จ พร้อมทั้งมีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วัดพระแก้ว เมื่ออายุได้ราว 4-5 ขวบ ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของ "เต้" ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ เสมอมา กระทั่งเขามีโอกาสเข้ามาทำงานที่ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งช่างภาพอาชญากรรม และภาพข่าวทั่วไป แล้วแต่ทางหัวหน้าจะสั่งงาน จนเมื่อประมาณปลายปี 2545 เป็นครั้งแรกที่ได้ทำบัตรกรมประชาสัมพันธ์ และมีโอกาสได้ช่วยงานพี่ๆ ฉายพระรูปพระบรมวงศานุวงศ์ตามงานพระราชกิจต่างๆ ท้ายที่สุดก็ได้รับโอกาสให้ทำงานอย่างเต็มตัว และได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก ในงานเปิดสระว่ายน้ำสุวรรณชาด ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เมื่อปี 2548
"ครั้งแรกที่ต้องทำงานคนเดียว รู้สึกตื่นเต้นและเครียดมาก เพราะอย่างไรก็ต้องมีงานส่งตีพิมพ์ แต่ภาพที่ออกมาก็ถือว่าดีทีเดียว ทั้งยังได้ลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเครือ ตอนนั้นดีใจมาก รีบตัดรูปเก็บไว้ทันที หลังจากนั้นมีโอกาสถ่ายรูปพระองค์ท่านอีกหลายงาน แต่อีกงานที่ยังคงอยู่ในความทรงจำมาตลอดคือ เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแข่งขันเรือยาว ที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ พอรู้ข่าวก็รีบเดินทางไปทันที และมีโอกาสได้อยู่ในตำแหน่งที่ดี จึงได้ภาพหนึ่งที่น่ารักมาก เป็นภาพขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรคุณทองแดง แล้วแย้มพระสรวล ขณะที่คุณทองแดงกำลังแหงนหน้ามองถ้วยรางวัลที่ผูกโบไว้อย่างสวยงาม และตอนนั้นโบพลิ้วไหวไปมา ซึ่งเป็นภาพน่ารักๆ อีกหนึ่งภาพ และอีกหนึ่งความประทับใจที่จะจดจำไม่มีวันลืมคือ วันเดียวกันนั้นเอง หลังจากประกาศผลการแข่งขันแล้ว พระองค์ท่านเสด็จฯ ออกมาทอดพระเนตรเรือยาวที่ชนะการแข่งขัน ตอนนั้นผมย้ายไปยืนอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นฝั่งที่ตรงข้ามกับพระองค์ท่าน เมื่อพระองค์ท่านทรงถ่ายรูปแล้วหันมาเห็นเราพอดี พระองค์ท่านทรงยกกล้องย้อนกลับมาถ่ายภาพเราด้วย" ชาญณรงค์ เผยความรู้สึก
อีกหลายๆ งานยังคงเข้ามาให้เขามีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขากลายเป็นมือวางอันดับ 1 ด้านข่าวพระราชสำนักของสำนักข่าวเนชั่นในอีกไม่นานหลังจากนั้น และยังคงมีความประทับใจเกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่มีโอกาสได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ อย่างในงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 วันนั้นทุกคนในทีมเตรียมตัวกันอย่างดี โดยต้องไปเช่าโรงแรมนอนใกล้ๆ ลานพระราชวังดุสิต ทุกคนต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 4 และเข้าประจำจุดที่จัดไว้สำหรับช่างภาพตอนตี 5 พอถึงเวลาเสด็จฯ ช่างภาพทุกคนเตรียมกล้องพร้อมถ่าย แต่เมื่อเสียงเพลงการเดินทางของใจที่เที่ยงแท้ดังขึ้น พร้อมกับเสียง "ทรงพระเจริญ" ที่ดังกึกก้องเต็ม 2 รูหู น้ำตาก็ไหลลงอาบสองแก้ม ถ่ายไปน้ำตาก็ไหลไม่ยอมหยุด
"นับเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่วันนี้มีโอกาสเข้ามาถวายงานพระองค์ท่าน ตอนนี้เรารู้แล้วว่า เงินที่เราทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่านไปนั้น พระองค์ทรงนำไปช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ ทุกวันนี้ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ถ่ายรูปพระองค์ท่าน ก็จะแชร์ภาพลงในเฟซบุ๊กเพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมี และอยากให้ทุกคนรู้ว่า แม้พระองค์ท่านจะทรงพระประชวรและชราภาพมากแล้ว แต่ท่านก็ยังทรงงานเพื่อพสกนิกรของเสมอมา" ช่างภาพพระราชสำนักจากสำนักข่าวเนชั่น เล่าด้วยความปลาบปลื้มใจ
นอกจากได้ถ่ายทอดความประทับใจออกมาให้คนทั้งประเทศเห็นผ่านผลงานบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่นแล้ว ล่าสุดยังมีโอกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงจูงคุณทองแดงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ นอกจากตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์แล้ว ภาพถ่ายของเขาบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังขอพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดเขื่อนของกรมชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5 แห่ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเขาบอกว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมทั้งทิ้งท้ายว่า "จะอยู่รับใช้พระองค์ท่านและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จนกว่าชีวิตหาไม่"
ด้าน "อ๊อฟ" นันทสิทธิ นิตย์เมธา บรรณาธิการศูนย์ภาพเนชั่น หนึ่งในผู้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยภาพดังกล่าวยังมีพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงฉายพระรูปอยู่ข้างพระวรกายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์และพระฉายาลักษณ์ดังกล่าวยังได้รับความสนใจและชื่นชอบจากประชาชนทั่วประเทศ
"วันนั้นถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นความโชคดีหลายๆ อย่างที่มีโอกาสได้เข้าไปถ่ายด้านในพระที่นั่งอนันตสมาคม ครั้งนั้นถือเป็นตัวแทนช่างภาพที่สื่อทุกคนฝากความหวังไว้กับเราหมด นาทีนั้นประหม่ามาก มือสั่นไปหมด เพราะเข้าไปคนเดียว แล้วเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ไม่ได้เตรียมตัวว่าจะมีโอกาสได้มาถ่ายด้านใน เพราะปกติเขาจัดที่ให้สำหรับสื่อมวลชนถ่ายภาพด้านนอก ประกอบกับเสียงประชาชนด้านหลังที่เปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง ยิ่งสร้างความกดดันให้กับเรามากขึ้น"
"พอเดินเข้าไปด้านใน ทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า แต่เป็นครั้งแรกที่ทุกๆ วินาทีที่เกิดเหตุการณ์บนนั้น ผมจะต้องเก็บภาพเหล่านี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพราะเราไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาถ่ายใหม่ได้อีก ด้วยความตั้งใจที่อยากจะเผยแพร่ภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของพระฉายาลักษณ์ขณะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉายพระรูปและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่เสด็จออกมายังบริเวณสีหบัญชร รวมทั้งบริเวณด้านข้างของพระที่นั่งอนันตสมาคม พยายามเก็บทุกอย่าง จำได้ว่า ตอนนั้นตาข้างหนึ่งมองในช่องถ่ายภาพ ส่วนตาอีกข้างก็มองรอบๆ ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นรอบๆ ตัวบ้าง เรียกว่าเป็นการโฟกัสภาพทั้งมุมกว้างและมุมแคบ ดีใจและภูมิใจมากที่ภาพนี้ได้เผยแพร่ออกไปทั่วประเทศ และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนทุกคน" บก.ศูนย์ภาพเนชั่น กล่าว
และภาพถ่ายประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเอง ยังส่งให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบรางวัล "ภาพเกียรติยศแห่งปี" ให้แก่เขา ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ถือเป็นรางวัลแรกของชีวิตการเป็นช่างภาพเลยทีเดียว
"ความรู้สึกที่ได้ถ่ายภาพในวันนั้น ผมบอกได้เลยว่า มันยิ่งใหญ่กว่าการได้รับรางวัล เหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่องค์กรเห็นคุณค่าของเรา เห็นถึงความสำคัญของภาพที่ได้มา เขาเลยให้เป็นของขวัญเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน รางวัลถือเป็นความภาคภูมิใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การได้ถวายงานในวันนั้นมากกว่า และในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ผมก็หวังว่าจะมีโอกาสได้เก็บภาพประวัติศาสตร์อีก เพื่อจะทำหน้าที่ของช่างภาพในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายแห่งความประทับใจของคนไทยทั่วประเทศ ออกมาเผยแพร่อีกสักครั้ง และผมบอกได้เลยว่า ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ถ่ายรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังคงประทับใจและภาคภูมิใจที่ได้นำวิชาชีพที่ตัวเองรัก มาบันทึกภาพอันทรงคุณค่าให้ประชาชนได้เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำมิรู้ลืม" นันทสิทธิ์กล่าวปิดท้าย
..............
(หมายเหตุ : ฉายความภาคภูมิใจใต้ร่มพระบารมี : 'อ๊อฟ'นันทสิทธิ นิตย์เมธา และชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ ช่างภาพเนชั่น)



