
ว่าด้วย'ก่อแก้ว'พิสดาร
ว่าด้วย'ก่อแก้ว'พิสดาร : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
ก่อแก้ว พิกุลทอง ถูกศาลสั่งถอนประกันต้องพ้นจาก ส.ส.หรือไม่ เป็นประเด็นเล็กๆ สะท้อนปัญหาการตีความกฎหมาย ที่แล้วแต่ผู้มีอำนาจตีความจะตีไปทางใด
รัฐธรรมนูญมาตรา 106 บัญญัติการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. ข้อที่เกี่ยวกับคดีความมี 2 อนุมาตราคือ (11) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
และ (5) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 ซึ่งว่าด้วยบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยมาตรา 102 อนุ (4) ห้ามผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
ถ้าดูกันตรงๆ ตามนี้ ก่อแก้วก็ยังไม่หลุดจาก ส.ส. แต่มีเรื่องพิลึกที่ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 19 ประกอบมาตรา 8 ดันกำหนดว่า สมาชิกพรรคการเมืองจะต้อง “ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ”
ซึ่งลักษณะต้องห้ามนี้อยู่ในมาตรา 100 นอกจากภิกษุสามเณร ผู้วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน ยังมี (3) ผู้ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
แปลว่าผู้ถูกคุมขังอย่างก่อแก้วต้องพ้นจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยทันที ซึ่งจะมีผลให้พ้นจาก ส.ส.ด้วยตามมาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101
นี่ไม่ใช่แค่ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย แต่เป็น พ.ร.บ.พรรคการเมือง ต่อให้พรรคเพื่อไทยแก้ข้อบังคับแล้ว พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็ยังอยู่
แต่เราจะเห็นได้ว่ากฎหมายขัดกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 106 ส.ส.จะพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือมาตรา 102 ต้องคำพิพากษา (ศาลชั้นต้น) ให้จำคุกและไม่ได้ประกันตัว
ขณะที่ถ้าอ้อมโลกมุดดินตีความมาทาง พ.ร.บ.พรรคการเมือง แค่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่ได้ประกันตัว นอนคุกคืนเดียวก็พ้นจาก ส.ส.ทันที
ถามศาลว่าการตีความจะยึดข้อใดเป็นหลัก ระหว่างรัฐธรรมนูญกับ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่เป็นกฎหมายลูก เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ ส.ส.ต้องพ้นสมาชิกภาพง่ายดายเพียงเพราะตกเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหา เพราะอาจเกิดการกลั่นแกล้งกัน เช่นรัฐบาลกล่าวหาจับกุม ส.ส.ฝ่ายค้าน
เช่นกัน มาตรา 102 ก็คุ้มครองผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะขาดคุณสมบัติต่อเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุกและไม่ได้ประกันตัว แค่ถูกคุมขังยังไม่ขาดจากผู้สมัคร
มาตรา 102 จึงยกข้อห้ามตามมาตรา 100 มาทั้งหมด ผู้ต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งก็ต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งด้วย แต่ยกเว้นอนุ (3) คือผู้ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ยังมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อปี 2553 ก่อแก้วคนเดียวกันก็เคยลงสมัครเลือกตั้งซ่อมมาแล้ว ทั้งที่ตัวอยู่ในคุก และไม่สามารถออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
แต่พอเกิดกรณี จตุพร พรหมพันธุ์ ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ให้ขาดคุณสมบัติหน้าตาเฉย ไม่กล่าวถึงมาตรา 102 ไม่กล่าวถึงความขัดกันระหว่างกฎหมาย 2 ฉบับ ไม่อธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกตีความตามกฎหมายลูก แทนที่จะยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้นถ้ากรณีนี้ยื่นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยไม่กล่าวถึงมาตรา 106 ก่อแก้วก็ต้องพ้นจาก ส.ส.ทั้งที่มีข้อโต้แย้งเต็มไปหมด แต่อำนาจตีความอยู่ที่ศาลนี่ครับ
ประเด็นเล็กๆ อีกประเด็นที่ไม่ค่อยพูดกัน คืออำนาจยื่นคำร้องถอนประกันแกนนำ นปช.ซึ่งผู้ร้องคือ ส.ส.ปชป.กับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นผู้เกี่ยวข้องในคดี แต่ศาลก็รับคำร้อง และสั่งถอนประกัน ยศวริศ ชูกล่อม กับก่อแก้ว พิกุลทอง ไปแล้ว
อ.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อดีตประธาน คอป.เพิ่งเขียนบทความเรื่อง “ที่ใดไม่มีผู้ฟ้อง ที่นั้นไม่มีผู้พิพากษา” ชี้ว่านี่เป็น “การกระทำประหนึ่งเป็นการย้อนยุคของศาลยุติธรรม” เพราะท่านเห็นว่าผู้ที่จะยื่นคำร้องขอให้ถอนประกันได้คืออัยการเท่านั้น
ประเด็นเล็กๆ นี้เป็นประเด็นใหญ่ในหลักพิจารณาคดี ซึ่งยึดว่าศาลไม่สามารถเริ่มคดีโดยไม่มีผู้ฟ้อง หรือผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่ได้ เพราะจะขยายอำนาจศาลโดยไม่มีการถ่วงดุล
อ.คณิต ไม่ได้ป้องเสื้อแดงนะครับ โดนเสื้อแดงด่าด้วยซ้ำฐานสรุปว่า “ชายชุดดำมีจริง” ท่านพูดในหลักวิชา ศาลยุติธรรมจึงควรมีคำตอบเชิงหลักวิชาเช่นกัน



