
เชื่อมั่นเท่าเดิม!รบ.-ฝ่ายค้านหลังซักฟอก
เชื่อมั่นเท่าเดิม!รบ.-ฝ่ายค้านหลังศึกซักฟอก จี้รบ.เอาข้อมูลแก้ทุจริตด่วน ขณะที่ความสุขคนไทยเดือนพ.ย.หลายด้านพุ่งขึ้น
2ธ.ค.2555 หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นลงและมีการลงคะแนนไปแล้ว แต่การอภิปรายของฝ่ายค้านและการตอบของรัฐบาลย่อมมีผล ต่อความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชน เพื่อที่จะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในแต่ละด้านให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,356 คน ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและแสวงหาฐานข้อมูลด้านความคิดห็นของประชาชน สรุปผลดังนี้
1. “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะนายกรัฐมนตรี หลังการอภิปราย อันดับ 1 เชื่อมั่นเท่าเดิม 55.31 % เพราะยังคงไว้วางใจให้นายกฯเดินหน้าบริหารบ้านเมืองต่อไป เชื่อว่านายกฯจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อยลง 23.89 % เพราะยังมีบางประเด็นที่ไม่สามารถชี้แจงหรือแก้ปัญหาให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อมั่นมากขึ้น 20.80 % เพราะนายกฯสามารถชี้แจงประเด็นต่างๆด้วยความมั่นใจ มีความเข้าใจในเรื่องการเมืองและมีประสบการณ์ทางการเมืองมากขึ้น ฯลฯ
2. “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน หลังการอภิปราย อันดับ 1 เชื่อมั่นเท่าเดิม 55.73 % เพราะยังทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ดี คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่ยังคงใช้หลักการเดิมๆ ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อยลง 24.85 % เพราะการอภิปรายครั้งนี้ยังไม่สามารถเอาผิดรัฐบาลได้ ข้อมูล หลักฐานต่างๆยังอ่อนไป ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อมั่นมากขึ้น 19.42 % เพราะารอภิปรายครั้งนี้สามารถทำหน้าที่ได้ดี มีบุคลิกภาพที่ดี การวางตัวเหมาะสม มีความเป็นผู้นำ ฯลฯ
ส่วน “ความเชื่อมั่น” “การเมืองไทย” หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ : 2 และ 3. “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อ “รัฐบาล” หลังการอภิปราย อันดับ 1 เชื่อมั่นเท่าเดิม 48.00 % เพราะคิดว่าการทำงานของรัฐบาลมาถูกทางแล้ว แต่ควรให้เวลาในการทำงานต่อไปอีกสักระยะ ปัญหาบ้านเมืองมีมาก ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อยลง 34.22 % เพราะมีหลายโครงการที่รัฐบาลดำเนินการผิดพลาด โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อมั่นมากขึ้น 17.78 % เพราะมีประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น สิ่งไหนที่ผิดพลาดก็น่าจะนำมาแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล ฯลฯ
4. “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อ “ฝ่ายค้าน” หลังการอภิปราย อันดับ 1 เชื่อมั่นเท่าเดิม 47.53 % เพราะเชื่อว่าฝ่ายค้านก็ยังคงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำทีม ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อยลง 31.39 % เพราะยังไม่สามารถหาข้อมูลหรือประเด็นใหม่ๆมาอภิปรายได้ เน้นแต่โจมตีรัฐบาลมากเกินไป อภิปรายนอกประเด็น ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อมั่นมากขึ้น 21.08 % เพราะฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดี การอภิปรายในภาพรวมถือว่าเป็นไปค่อนข้างเรียบร้อย มีการเตรียมพร้อมเตรียมข้อมูลมากขึ้น ฯลฯ
5. “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต่อ “ภาพรวมการเมืองไทย” หลังการอภิปราย อันดับ 1 เชื่อมั่นเท่าเดิม 51.56 % เพราะการเมืองไทยมีผลต่อการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน นักการเมืองทุกคนคงอยากเห็นประเทศชาติพัฒนา ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อยลง 32.00 % เพราะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมุ่งหวังแต่เอาชนะกัน มัวแต่เล่นเกมการเมือง มุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์ ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อมั่นมากขึ้น 16.44 % เพราะทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีทีมงานและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ฯลฯ 6. สิ่งที่ “รัฐบาล” ควรนำผลจากการอภิปรายไปใช้คือเรื่องใด ? อันดับ 1 การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่นอย่างจริงจัง 54.26 % อันดับ 2 เร่งหามาตรการหรือแนวทางในการบริหารงานที่ชัดเจน พร้อมทั้งแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ 26.71 % อันดับ 3 การพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆที่เหมาะสม ไม่แทรกแซงการทำงานของบุคคลอื่น 19.03 %
7. สิ่งที่ “ฝ่ายค้าน” ควรนำผลจากการอภิปรายไปใช้คือเรื่องใด ? อันดับ 1 การตั้งโจทย์ ประเด็นในการอภิปรายในครั้งต่อไปต้องรัดกุมมากขึ้น 44.91 % อันดับ 2การรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆจะต้องชัดเจน เป็นข้อมูลใหม่ๆ ตรงประเด็น น่าเชื่อถือ 36.23 % อันดับ 3 ตั้งใจทำหน้าที่ในฐานะของฝ่ายค้านต่อไปถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย 18.86 %
ความสุขคนไทยเดือนพ.ย.หลายด้านพุ่งขึ้น
ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องความสุขประเทศไทยกับความสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2555: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ 18 จังหวัดของประเทศ
เนื่องจากความสุขของประชาชนในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกัน ความสุขของประชาชนบางประเทศขึ้นอยู่กับวัตถุนิยมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ในขณะที่ความสุขของประชาชนในบางประเทศขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมจารีตประเพณีอันดีงามเป็นสำคัญ สำหรับสิ่งที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุขมีเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทยอยู่หลายประการ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ความสุขประเทศไทยกับความสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2555 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ 18 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ราชบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ แพร่ นครสวรรค์ ขอนแก่น หนองคาย มหาสารคาม สุรินทร์ อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และยะลา จำนวนทั้งสิ้น 3,169 ตัวอย่าง โดยดำเนินการสำรวจในระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกเขต/อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7
จากการวัดความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยภายในประเทศประจำเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ความสุขมวลรวมของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 5.79 คะแนนในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 7.40 และ 7.53 คะแนนในการสำรวจครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นระดับความสุขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีค่าความสุขเกินกว่าครึ่งในทุกตัวชี้วัด โดยค่าสูงสุดอยู่ที่การเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติแสดงความจงรักภักดีอยู่ที่ 9.17 คะแนน รองลงมาคือ บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวอยู่ที่ 7.72 และสุขภาพใจอยู่ที่ 7.58
นอกจากนี้ ความสุขของประชาชนคนไทยเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนตุลาคมเกือบทุกตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ ภาพลักษณ์ของประเทศไทย คนไทย เด็กไทยในสายตาต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจาก 6.03 คะแนนมาอยู่ที่ 6.51คะแนน เป็นผลมาจากการมาเยือนประเทศไทยของบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีของประเทศจีน การชุมนุมทางการเมืองที่ไม่ลุกลามรุนแรงบานปลาย และภาพลักษณ์ดั้งเดิมของประเทศไทยที่ดีอยู่แล้วในสายตาของชาวต่างชาติในเรื่อง การดูแลความปลอดภัย การเก็บทรัพย์สินได้แล้วส่งคืนชาวต่างชาติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่รัฐบางพื้นที่ต่อปัญหาอาชญากรรมและการไม่มีน้ำใจของคนไทยบางคนต่อชาวต่างชาติยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้น ความสุขของประชาชนต่อตัวชี้วัดทั้งเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจระดับประเทศเริ่มเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.98 มาอยู่ที่ 6.21 และจาก 5.73 มาอยู่ที่ 5.94 ตามลำดับ เป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศไทยและนโยบายสาธารณะของรัฐบาลในเรื่องการเพิ่มรายได้ที่กลายเป็นความหวังทางจิตวิทยาและกระตุ้นพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เช่น นโยบายค่าแรง 300 บาท นโยบายเงินเดือน 15,000 บาท รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และนโยบายจำนำข้าว เป็นต้น ในขณะที่นโยบายเดิมของรัฐบาลที่เคยทำมาในการส่งเสริมอาชีพระดับตำบล เช่น สินค้าโอท็อป เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและการไม่รู้จักกินไม่รู้จักใช้อย่างประหยัดของประชาชนเองยังคงเป็นตัวบั่นทอนความสุขของคนไทย
ดร.นพดล กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือ ความสุขที่ลดลงของประชาชน ได้แก่ ความสุขต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชนลดลงจาก 7.03 มาอยู่ที่ 6.52 ความสุขต่อคุณภาพนักการเมืองและจริยธรรมของนักการเมืองลดลงจาก 5.24 มาอยู่ที่ 5.05 และความสุขต่อสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวมลดลงจาก 5.17 มาอยู่ที่ 5.04 ตามลำดับ เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองที่ชาวบ้านเล็งเห็นว่าอาจนำไปสู่ความรุนแรงบานปลาย และปัญหาคุณธรรมจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดอีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความสุขต่อคุณภาพโรงเรียนใกล้บ้านของผู้ตอบแบบสอบถามลดลงจาก 6.64 มาอยู่ที่ 6.23 เป็นผลมาจากปัญหาพื้นฐานที่สะสมมาเป็นเวลาช้านานในระบบการศึกษาไทยในหลายมิติ เช่น คุณภาพการบริหารจัดการด้านการศึกษา ปัญหาการกีดกันหรือการปิดกั้นโอกาสของเด็กและเยาวชนที่อยู่ใกล้โรงเรียนที่มีคุณภาพแต่ไม่มีโอกาสเข้าเรียน ปัญหาการเลือกปฏิบัติในชั้นเรียน ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอน ปัญหาการใช้ความรุนแรงของทั้งครูและนักเรียน และคุณธรรมจริยธรรมของคุณครูที่มีไม่มากเพียงพอในการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเด็กนักเรียน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล กลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ ต่างก็มีความสุขที่เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันในการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ 9.16 คะแนนในกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล 9.15 คะแนนในกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ 9.18 คะแนนในกลุ่มพลังเงียบ ตามลำดับ และเมื่อศึกษาเจาะลึกกลุ่มประชาชนที่ถูกศึกษาพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ว่าสีใดก็ตามสามารถแยกแยะความจงรักภักดีออกได้จากอุดมการณ์ทางการเมือง และต้องการให้การเมืองเป็นเรื่องของการเมือง ส่วนความจงรักภักดีเป็นสิ่งที่ “คนไทย” ทุกคนตระหนักดี จึงอย่าดึงสถาบันหลักของชาติลงมาสู่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชน
ผลสำรวจยังค้นพบ 5 อันดับแรกของรูปแบบสำนึกรู้คุณแผ่นดินที่ประชาชนตั้งใจจะทำเพื่อในหลวง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่า ร้อยละ 94.8 ตั้งใจจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ร้อยละ 90.5 ตั้งใจจะประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 77.8 ตั้งใจจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีไมตรีจิตต่อกัน ร้อยละ 68.9 ตั้งใจจะทำหน้าที่พลเมืองที่ดี และร้อยละ 65.3 ตั้งใจจะสำนึกถึงความเสียสละเลือดเนื้อของบรรพบุรุษเพื่อประเทศชาติ
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างถึงเดือนแห่งความสุขที่ประชาชนรอคอย พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 41.3 ระบุเดือนธันวาคมหรือธันวามหาราช รองลงมาหรือร้อยละ 20.4 ระบุเดือนมกราคม ร้อยละ 19.1 ระบุเดือนเมษายน ร้อยละ 10.6 ระบุเดือนกุมภาพันธ์ และร้อยละ 8.6 ระบุเดือนอื่นๆ อาทิ เดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤษภาคม เป็นต้น
ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า คนไทยกำลังเข้าสู่โหมดแห่งความสุขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปตลอดเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองความสุขประเทศไทยในเดือนธันวามหาราชและปีใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของประชาชนคนไทยภายในประเทศจนกล่าวได้ว่านี่คือ DNA ของความเป็นไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ความกตัญญูต่อแผ่นดินที่ต้องช่วยกันปกปักษ์รักษาไม่ยอมให้ใครมาดัดแปลงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้
“จากการวิจัยที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยและประชาชนแต่ละคนจะอยู่รอดได้อย่างมีความสุขทุกสถานการณ์ ถ้าทุกคนสำนึกกตัญญูรู้คุณแผ่นดินทำตามหน้าที่พลเมืองที่ดี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ลดอคติที่มีต่อกัน และตระหนักว่าผลประโยชน์ของแต่ละคนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “ประเทศชาติต้องมาก่อนชุมชนหรือองค์กรของตนและผลประโยชน์ส่วนตัว” ดังนั้น การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยความรักความสามัคคี มีไมตรีจิตต่อกัน และยอมรับว่าทุกคนมีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้นเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขความผิดพลาดบนพื้นฐานของความถูกต้องตามหลักธรรม หลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อ “ไม่” ให้คนอื่นๆ ทำผิดตามกันอย่างกว้างขวาง ผลที่ตามมาก็คือ ความสุขประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคงยั่งยืน” ดร.นพดล กรรณิกา กล่าว



