ข่าว

'ม.เนชั่น-เอกชนลำปาง'ทำแผนรับเออีซี

'ม.เนชั่น-เอกชนลำปาง'ทำแผนรับเออีซี

01 ธ.ค. 2555

ม.เนชั่นจับมือ 5 องค์กรเอกชนลำปางทำเอ็มโอยูความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ธุรกิจรองรับเออีซี ปี 58

               เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น จ.ลำปาง ได้มีการจัดงานวิชาการครั้งที่ 1 โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น เป็นประธานเปิดงาน โดยกิจกรรมในงานมีทั้งปาฐกถาพิเศษ "สื่อไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : โอกาสและข้อท้าทาย" โดยนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น และการจัดเสวนา เรื่องทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทย-ลำปางในบริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 

               ขณะเดียวกันยังมีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเนชั่น หอการค้าจังหวัดลำปาง สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง ชมรมธนาคารจังหวัดลำปาง และสำนักงานจังหวัดลำปาง โดยมีนายอนุวัติ ภูวเศรษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง น.ส.สุปราณี ศิริอาภานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง นายสุรพล ตันสุวรรณ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง และนายวิชิต สุวรรณา ประธานชมรมธนาคารจังหวัดลำปาง และนายสำเริง ชัยเสน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำปาง ร่วมลงนาม

               ดร.วันชาติ นภาศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเนชั่น เปิดเผยว่า พิธีลงนามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการร่วมมือทางวิชาการในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคธุรกิจจังหวัดลำปาง โดยมีมหาวิทยาลัยเนชั่น สนับสนุนงานวิชาการและบริการ รวมถึงงานวิจัย เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ธุรกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อก้าวสู่การรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ หลังจากลงนามเอ็มโอยูแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการรวมทั้ง 5 องค์กรระดมความเห็นจัดทำแผนยุทธศาสตร์ภาคเอกชนต่อไป

               นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น กล่าวว่า เป้าหมายของมหาวิทยาลัยเนชั่นที่ต้องทำให้สำเร็จมี 4 เรื่อง คือ 1.เป็นสถาบันที่สร้างมืออาชีพที่มีคุณภาพมาตรฐาน และเป็นมาตรฐานที่ไม่ใช่สำหรับประเทศไทยอีกต่อไปแต่เป็นมาตรฐานภูมิภาคอาเซียนและอาเซียนบวก สามารถแข่งขันในทุกประเทศได้ ภาพรวมไทยขณะนี้จากผลการสำรวจล่าสุดพบว่า ไทยค่อยๆ ลดอันดับต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเคยแข่งกับสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ทุกวันนี้กลับต้องแข่งขันกับพม่าและเวียดนามแทน หากปล่อยปละและสถาบันการศึกษาไม่เข้ามาสนับสนุนเรื่องสร้างคนมีคุณภาพขึ้นมา ในอนาคตอาจไม่ต้องแข่งกับใครเพราะไม่มีใครแข่งกับเรา หันไปข้างหลังไม่มีใครอีกเลย คนอื่นแซงไปข้างหน้าหมด

               "หัวใจของมหาวิทยาลัยต้องสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพแข่งกับใครก็ได้ทั้งหมด ผมจะไม่ยอมถ้าบอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะไม่สามารถเอาชนะสิงคโปร์และมาเลเซียได้ อย่างน้อยที่สุดด้านการศึกษา เราต้องกล้าสร้างสรรค์ เพราะสิงคโปร์เป็นดินแดนไม่ใหญ่ไปกว่าภูเก็ต ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย แต่ประเทศเขาทั้งหมดสร้างด้วยความกระตือรือร้น ดังนั้นพันธกิจหลักข้อหนึ่ง สถาบันการศึกษาต้องทำให้สำเร็จคือสร้างคนที่ออกไปแต่ละรุ่นๆ ก้าวแรกที่เข้ามาในมหาวิทยาลัยต้องกระตือรือร้น สร้างสามารถด้านเฉพาะให้แข่งขันได้ และลำปางไม่ต้องไปกรุงเทพฯ ข้ามไปเออีซีได้เอง ถือเป็นการยกระดับมาตรฐาน" นายสุทธิชัยกล่าว

               ทั้งนี้ ความฝันที่จะให้ จ.ลำปางเป็นยูนิเวอร์ซิตี้ ทาวน์ แห่งแรกของประเทศไทย ก็ยังทำต่อเนื่อง เพราะเห็นศักยภาพของลำปาง มีทั้งสิ่งแวดล้อมคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม แต่ที่จะต้องทำคือจะทำอย่างไรให้ลำปางเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย แลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา โดยมีการศึกษาเป็นพื้นฐาน ที่ผ่านมาจุดเริ่มต้นปีเศษยังไม่สามารถบอกได้ว่าก้าวไกลไปขนาดไหน แต่มหาวิทยาลัยเนชั่นจะอาสาเป็นศูนย์กลางการประสานงานกับเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ 

               สำหรับเป้าหมายที่ 2 คือ การสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ งานวันวิชาการครั้งที่ 1 ที่จัดขึ้นในวันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ปีนี้มีมหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ เข้าร่วมนำเสนอผลงานทางวิชาการด้วย ในปีต่อๆ ไปจะเกิดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในภาคเหนือให้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจุดประกายให้งานวิจัยมาจากความต้องการของสังคมเพื่อพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเมือง ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านไทยมีศักยภาพมหาศาล ต่อไปนี้คนไทยต้องเข้าไปแข่งขันในภูมิภาค

               "ผมให้เวลาไม่เกิน 3 ปีจากนี้ไปประเทศไทยต้องมีความโดดเด่นชัดเจนตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย จะมีการประสานกับมหาวิทยาลัยในอาเซียนทั้งหมด แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการได้ เราจะพยายามผลักดันให้ได้" นายสุทธิชัยกล่าว

               นายสุทธิชัยกล่าวอีกว่า เป้าหมายที่ 3 เชื่อมโยงเอกชนกับมหาวิทยาลัย ซึ่งการทำเอ็มโอยูจะเป็นการนำร่องและต่อยอดสร้างความมีคุณภาพในงานวิจัยเพื่อให้ จ.ลำปาง มีความโดดเด่น  สร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่ลำปางในระดับชาติ ไม่เฉพาะภาคเหนือเท่านั้น เชื่อว่านี่คือจุดสำคัญ เพราะลำพังสถาบันการศึกษาหากทำแบบเดิมหรือหอคอยงาช้างที่ไม่ได้สัมผัส รับรู้ รู้สึก ร้อนหนาวไปกับสังคมด้วย สถาบันการศึกษาที่ไม่มีส่วนผูกพันกับสังคม ไม่มีสิทธิอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมต่อไป ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเนชั่นได้ไปเปิดสาขาที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า เริ่มด้วยการสอนภาษาอังกฤษ ให้แก่นักศึกษาพม่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตเชื่อว่าสาขาได้ในประเทศสิงคโปร์ด้วย

               ส่วนเป้าหมายที่ 4 การก้าวกระโดดไปสู่ภูมิภาค ซึ่งเออีซีไม่เพียงแค่เป็นสิ่งที่คนกำลังตื่นเต้นและมองว่าเราจะสู้เขาได้หรือไม่เท่านั้น แต่เป็นเป้าหมายที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงแม้จะเลื่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2558 จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2558 หรือเลื่อนไป 364 วันเพียงเพราะบางประเทศบอกว่ายังไม่พร้อมเต็มที่ แต่สำหรับประเทศไทยเริ่มตั้งแต่วันนี้ เราต้องมีความพร้อมไม่ต้องรอให้ประกาศเป็นทางการ เพราะวันประกาศเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แท้จริงแล้วการเปิดพรมแดนด้านค้าขายและการลงทุน ได้เกิดขึ้นมาแล้ว 

               "ผมเชื่อว่า 4 พันธกิจคือหัวใจในการทำงานของมหาวิทยาลัยเนชั่น งานวิจัยต่อจากนี้จะลงรายละเอียดที่จะช่วยทำให้ข้อมูลข่าวสารความรู้องค์ความรู้ การวิเคราะห์ประเทศมีความชัดเจน และนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้" นายสุทธิชัยกล่าว

               ด้านนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น กล่าวปาฐกถาพิเศษ "สื่อไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : โอกาสและข้อท้าทาย" ว่า อาเซียนเกิดจากความร่วมมือของรัฐบาลด้านความมั่นคงจากการจับมือต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งประชาชนไม่ค่อยมีส่วนร่วมหรือมีในระดับที่น้อยมาก ทุกครั้งที่มีการแสดงจุดยืนร่วมกันก็เป็นความร่วมมือของรัฐบาลหรือฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 เสาด้านประชาสังคมและวัฒนธรรม ถือเป็นเสาที่อ่อนที่สุดใน 3 เสาของประชาคมอาเซียน ที่ประกอบด้วย 1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน 2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ 3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ท้าทายมาก

               ทั้งนี้ เรื่องความรับรู้หรือความรู้สึกร่วมจะนำมาสู่บทบาทของสื่อนั้น ต้องยอมรับว่าสื่อถือเป็นเสาหลักหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการในการสร้างประชาคมขึ้นมาได้ บทบาทที่ผ่านมาสื่อทำงานยังจำกัดมาก ยังไม่มีความพร้อมมากนัก ปัญหาใหญ่คือการก่อเกิดอาเซียนเป็นความต้องการของชนชั้นปกครองและชนชั้นนำ ซึ่งนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เคยกล่าวว่า การจะเป็นสมาชิกอาเซียนมีคุณสมบัติเดียวคือ อยู่ในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น จึงมีความซับซ้อนเพราะคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนั้นวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ไม่มีความหมายเชิงปฏิบัติ เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางสัญลักษณ์เท่านั้น เป็นแบบอาเซียนเวย์ ค่อยเป็นค่อยไป เชื่อว่าตรงนี้จะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่จะเป็นประชาคมอาเซียน

               ส่วนบทบาทสื่อถือเป็นความท้าทายอยู่มาก เนื่องจากความแตกต่างและบริบทหลากหลายของอาเซียน สื่อไทยไม่ว่าจะมีอาเซียนหรือไม่ มีหน้าที่ทำให้คนไทยรู้จักประเทศเพื่อนบ้านมากกว่านี้ เช่น ลาว พม่า ถามว่าคนไทยรู้จักคน 2 ประเทศนี้มากเพียงใด ความเข้าใจต่อประเทศเหล่านั้นเป็นอย่างไร ตอนนี้ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดจำนวนมาก เป็นช่องว่างที่สำคัญ ขณะนั้นความแตกต่างด้านการปกครองของทั้ง 10 ประเทศ ทำให้สื่อทำงานได้ยากพอสมควร เช่น ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ มีความเป็นประชาธิปไตยลดหลั่นกันลงมา และมีบางประเทศที่เป็นเผด็จการ รวมถึงบางประเทศมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นต้น

               "เราจะรายงานเกี่ยวกับประเทศเหล่านั้นได้อย่างไร จะทำเหมือนกับที่สื่อไทยรายงานเรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ได้อย่างไร ประเทศอื่นจะยอมหรือไม่ นี่คือความท้าทายของสื่อไทย เราจะทำงานอย่างเต็มที่ มีหลักการ แต่ยังคงไว้ซึ่งการทะนุถนอมความรู้สึกของอาเซียนด้วยกันเองได้อย่างไร ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าสื่อไทยภาพใหญ่แล้วอยู่แถวหน้า เสรีภาพสื่ออยู่อันดับต้นๆ ไล่เลี่ยกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ผมเชื่อว่าสื่อไทยเป็นแรงบันดาลใจให้สื่ออื่นในอาเซียนได้ ทั้งนี้ เราเองก็ต้องพยายามยกระดับสื่อในประเทศให้มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการรายงานเกี่ยวกับอาเซียน" นายเทพชัยกล่าว

               นายเทพชัยกล่าวอีกว่า สื่อไทยเปรียบเหมือนองค์กรเอกชนที่จะต้องปรับตัวเตรียมพร้อมรับกับประชาคมอาเซียน จำเป็นต้องมองตัวเองให้เป็นองค์กร ต้องดูว่าบุคลากรมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ด้านภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ที่ต้องรู้ รวมถึงการเรียนรู้เพื่อนบ้านให้มากขึ้น เพื่อไปทำข่าวด้วยความลึกซึ้ง ไม่ใช่ผิวเผิน ไม่ใช่ทำข่าวทางการอย่างเดียว เป็นกลไกช่องทางสร้างร่วมมือกับคนในสังคมที่หลากหลายของอาเซียนได้