
'วันเอดส์โลก'ผู้ติดเชื้อร้องหยุดละเมิดสิทธิ
1 ธ.ค. 'วันเอดส์โลก' เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เรียกร้องทุกภาคส่วนหยุดการละเมิดสิทธิ เปิดให้เรียน-ทำงานได้
1 ธ.ค.55 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) สหภาพแรงงานรัฐสิสาหกิจ บริษัท ขนส่ง จำกัด จัดกิจกรรมรณรงค์ “มีเอชไอวีก็เรียนได้ ทำงานได้” หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เริ่มที่เรา...เราทำได้ ที่สถานีขนส่งหมอชิต2 กรุงเทพฯ เนื่องในวันเอดส์โลก โดยมีกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี แจกถุงยางอนามัยแก่ประชาชน และประกาศข้อเรียกร้อง
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า แม้สถานการณ์การรังเกียจผู้ติดเชื้อฯในชุมชนจะลดหายไปบ้างแล้ว แต่กลับมีการตีตราที่แปรรูปแฝงอยู่ในหลายรูปแบบ ในทุกกลุ่มคน ทุกระดับการศึกษา ทุกเพศ ทุกวัย เช่น การที่มหาวิทยาลัยบางแห่ง มีนโยบายบังคับตรวจเลือดนักศึกษา เพื่อกีดกันไม่ให้นักศึกษาที่มีเชื้อเอชไอวีมีโอกาสเรียนในบางคณะ รวมถึงสถานที่ทำงาน บริษัทเอกชนบางแห่ง มีนโยบายบังคับตรวจเลือดก่อนรับเข้าทำงาน หากติดเชื้อ ก็จะไม่รับเข้าทำงาน ทั้งนี้นโยบายการบังคับตรวจเลือดเอชไอวี ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง แต่ยังส่งผลต่ออนาคตและชีวิตของคนที่ถูกจำกัดสิทธิเรื่องเรียนและการทำงาน
"ในขณะที่การดูแลรักษาผู้ติตเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตยืนยาวได้ จนสามารถกล่าวได้ว่า เอดส์รักษาได้ แต่กระนั้นก็ตามยังมีการรังเกียจตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเกิดขึ้น โดยได้แอบแฝงอยู่ในหลายรูปแบบ อันเป็นผลมาจากความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อไม่แข็งแรง ผู้ติดเชื้อคือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม รวมไปถึงความเข้าใจผิดว่า เอชไอวีสามารถติดต่อกันได้ง่ายๆ จากการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน" นายอภิวัฒน์ กล่าว
ดังนั้นทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย จึงขอเรียกร้องทุกภาคส่วนให้หยุดละเมิดสิทธิ หยุดการตีตรา และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อฯให้เป็นศูนย์ โดยขอให้ 1.หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนทุกแห่งต้องไม่บังคับตรวจเลือดเอชไอวีทั้งก่อนและระหว่างการทำงาน 2.สถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องไม่ใช้เหตุผลของการมีเชื้อเอชไอวีมาลิดรอนสิทธิด้านการศึกษา และต้องไม่บังคับตรวจเลือดเอชไอวีไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้น 3. รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในการป้องกันการรับและถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ผลักภาระให้กับผู้ติดเชื้อฯ เพียงลำพัง รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง โดยจัดตั้งหรือส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ที่ต้องการ “ลดให้เป็นศูนย์” ทั้งในด้านการตีตราเลือกปฏิบัติ การรักษา และการป้องกัน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน ซึ่งมาตรการเร่งด่วนคือ การจัดบริการเพื่อลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดที่รอบด้าน และขยายการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีในระบบประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ
อย่างไรก็ตามการบังคับตรวจเลือดเอชไอวี เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูล ผู้ติดเชื้อฯ ร้อยละ 47.21 เคยถูกละเมิดสิทธิในฐานะที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 26.18 เคยถูกปฏิเสธการจ้างงาน และร้อยละ 32.19 เคยสูญเสียงานและรายได้เนื่องจากการติดเชื้อฯ โดยที่เหตุการณ์การละเมิดสิทธิแบบนี้ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง



