ข่าว

วันสบายในฤดูหนาวที่เวเนเชียน'มาเก๊า'

วันสบายในฤดูหนาวที่เวเนเชียน'มาเก๊า'

02 ธ.ค. 2555

วันสบายในฤดูหนาวที่เวเนเชียน'มาเก๊า' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...วัจน พรหโมบล

               ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ผมได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจากคุณแอนนา พีอาร์แสนสวยแห่งบริษัทจิ๊กซอว์ ที่ส่งเทียบเชิญไปร่วมทริปสัมผัสประสบการณ์การฉลองเทศกาลฤดูหนาวที่ "เดอะ เวเนเชียน" บนเกาะมาเก๊า ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน คุณแอนนาบอกว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการเฉลิมฉลองฤดูหนาวที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครของเดอะ เวเนเชียน ด้วยการจัดแสงสี 3 มิติบนอาคารขนาดใหญ่ด้านหน้าเดอะ เวเนเชียน และมีการแสดง "สวอน เลค ออน ไอซ์" ที่ได้ดารานักสเกตน้ำแข็งระดับแชมป์โลกมาร่วมแสดงนาฏกรรมนิยายคลาสสิกเรื่อง สวอน เลค บนพื้นน้ำแข็งที่จัดทำขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

                เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมจึงตอบตกลงไปอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะส่วนตัวแล้วก็อยากชมการแสดงเรื่อง สวอน เลค ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่างมนุษย์กับหงส์ที่ถูกขีดคั่นไว้ด้วยธรรมชาติ และการนำคณะนักแสดงระดับสุดยอดของโลกมาเปิดการแสดงนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย

                คุณแอนนาให้ข้อมูลคร่าวๆ ไว้ว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการเชิญสื่อมวลชนไปสัมผัสการเฉลิมฉลอง "วินเทอร์ อิน เวนิส" ที่จัดขึ้นโดยเดอะ เวเนเชียน ในช่วงปลายปี ที่มีลมเย็นๆ คอยทักทายนักท่องเที่ยว

                เมื่อวันเดินทางมาถึง ผมก็ได้พบกับคุณแอนนา และเพื่อนสื่อมวลชนอีกหลายคนที่ร่วมคณะไปด้วยกัน แม้จะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิให้ทันเวลานัดประมาณ ตี 5 ครึ่ง เพื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัยที่สนามบินก่อนที่เครื่องบินของสายการบินไทย สไมล์จะออกเดินทางไปยังมาเก๊าในเวลา 08.30 น. แต่บรรยากาศในคณะเดินทางก็เต็มไปด้วยความครึกครื้น ไม่มีใครง่วงเหงาหาวนอนเลยแม้แต่น้อย

                ในช่วงการเดินทางจากประเทศไทยไปยังเขตปกครองพิเศษมาเก๊า อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมอึดอัดสักหน่อย เพราะเครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 ของสายการบินไทย สไมล์ นั้นค่อนข้างเล็ก และจัดที่นั่งไว้เหมาะกับผู้โดยสารไซส์เล็ก แต่ด้วยความอวบของผมเลยทำให้การนั่งเครื่องบินลำนี้ค่อนข้างจะลำบากไปนิดหน่อย แต่ด้วยระยะเวลาเดินทางด้วยเครื่องบินเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกับมาเก๊าลดลงไปเลย

                อันที่จริงทริปนี้เป็นทริปที่สองที่ผมได้มาสัมผัสกับมาเก๊า และเดอะ เวเนเชียน แต่เป็นทริปแรกที่ได้ใช้เวลา 3 วัน 2 คืนเต็มๆ ในพื้นที่ของเดอะ เวเนเชียน มาเก๊า เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ระดับโลกแห่งนี้

                เมื่อเดินทางไปถึงก็ได้เข้าพักที่โรงแรมคอนราด มาเก๊า ที่ตั้งอยู่ในบริเวณ โคไต เซ็นทรัล พื้นที่ถมทะเลแห่งใหม่ของเกาะมาเก๊า ที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับเดอะ เวเนเชียน ที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามเพียงเดินข้ามถนนก็จะถึงกันได้

                แต่คณะเราก็มีเวลาชื่นชมกับห้องพักได้ไม่กี่นาทีก่อนที่จะเริ่มการทำงานตามตารางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เริ่มต้นจากการพุดคุยกับคุณเบรนดอน เอลเลียต รองประธานกรรมการฝ่ายขายและการตลาด บริษัทแซนด์ส ไชน่า ผู้บริหารเดอะ เวเนเชียน ที่ทำให้พวกเราได้รับทราบวัตถุประสงค์ของการจัดงานเทศกาลครั้งนี้ว่าเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลฤดูหนาว ที่จัดขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆของปี เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมเดอะ เวเนเชียน มาเก๊า เอนเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ ที่จำลองเอาบรรยากาศของนครเวนิส ประเทศอิตาลี มาไว้ในพื้นที่อินดอร์ขนาดใหญ่

                และก็ได้ทราบว่าส่วนใหญ่ผู้มาเยือนมาเก๊า จะเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ และชาวฮ่องกง ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ในอันดับ 6 ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนมาเก๊ามากที่สุด แต่คงไม่ต้องบอกว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมาเพื่อการใด เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

                แต่ทุกวันนี้ รัฐบาลเขตปกครองพิเศษมาเก๊า การท่องเที่ยวมาเก๊า รวมทั้งภาคเอกชน กำลังระดมสรรพกำลังในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของนักท่องเที่ยวจากการมองว่ามาเก๊าเป็นแหล่งการพนัน ไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านความบันเทิงมากขึ้น

               ในการนี้แซนด์ส ไชน่า ได้ลงทุน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 90 ล้านบาท) จ้างบริษัท เลเซอร์วิชั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดนิทรรศการแสง สี เสียง ให้จัดทำการแสดงแสง สี เสียง 3 มิติ “วินเทอร์ อิน เวนิส”  บริเวณด้านหน้าของแหล่งช็อปปิ้ง ในเดอะ เวเนเชียน ด้านลากูน หรือทะเลสาบขนาดใหญ่ ทางตะวันออก ตั้งแต่เวลานี้จนถึง 13 มกราคม 2556 โดยจะมีการแสดงทุกครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น.

                การแสดงแสงสีครั้งนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ใช้อาคารสามหลังใหญ่ กินพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพขอแนะนำให้พกขาตั้งกล้องและเลนส์มุมกว้างไปด้วย เพื่อเก็บภาพให้ได้อย่างที่ต้องการ

                จากนั้นพีอาร์ของเดอะ เวเนเชียน และคุณแอนนา ก็พาคณะสื่อมวลชนไปชมนิทรรศการ “เดอะ ไททานิค” และ “เดอะ ฮิวแมน บอดี” ที่เป็นนิทรรศการหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ และได้มาจัดแสดงที่เดอะ เวเนเชียน มาเก๊า ในช่วงเวลานี้ จนถึง 24 กุมภาพันธ์ 2556

                ซึ่งนิทรรศการไททานิค ที่เดอะ เวเนเชียนครั้งนี้ ถือเป็นวาระพิเศษในช่วงครบรอบ 100 ปี ที่เรือไททานิค เรือโดยสารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จมลงสู่ท้องมหาสมุทรในการเดินทางเที่ยวแรกจากอังกฤษไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผู้ชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศจำลองของเรือไททานิค บรรยากาศของความเป็นผู้ดีในชั้นการเดินทางชั้นพิเศษและชั้นหนึ่ง บรรยากาศของความอึดอัดในส่วนของผู้โดยสารชั้นสาม รวมทั้งความอดทนของลูกเรือไททานิคที่อยู่ในห้องเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่ต้องคอยตักถ่านหินป้อนเข้าเตาขนาดใหญ่เพื่อสร้างไอน้ำไปขับดันใบจักรขนาดยักษ์ของเรือลำนี้

                ก่อนเข้าไปชมนิทรรศการ เจ้าหน้าที่จะแจก บอร์ดิ้งพาส ที่จะมีชื่อของผู้โดยสารเรือไททานิคให้ผู้ชมได้ถือเข้าไปคนละใบ แล้วไปลุ้นว่าชื่อของเราที่ปรากฏบนบอร์ดิ้งพาสนั้นจะรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมของเรือไททานิคหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าผมเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ไม่ได้จมลงไปในทะเลพร้อมกับเรือยักษ์ลำนี้
 ต่อมาก็ได้เข้าชมนิทรรศการ ฮิวแมน บอดี้ ที่ตั้งอยู่ในฮอลล์เดียวกันนั้น และได้พบกับร่างกายมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการสตัฟฟ์ด้วยเทคนิคสุดล้ำ และจัดแสดงท่าทางที่แปลกตาหลากหลายรูปแบบ

                พวกเรามีเวลาพักกันอีกนิดก่อนที่จะได้เข้าชมการแสดง “สวอน เลค ออน ไอซ์” ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ ของเทศกาล วินเทอร์ อิน เวนิส ของเดอะ เวเนเชียน มาเก๊า ในโรงละครขนาดใหญ่ของเดอะ เวเนเชียน ซึ่งการแสดงเป็นไปอย่างน่าตื่นตา การถ่ายทอดเรื่องราวเป็นไปอย่างล้ำลึกและนุ่มนวล บนท่วงท่าที่สวยงามของนักสเกตน้ำแข็งระดับโลก ให้ความรู้สึกว่าผมกำลังนั่งอยู่ในความฝันแสนบรรเจิด และงดงาม

                นอกจากการแสดง แสง สี เสียง 3 มิติ และนิทรรศการหมุนเวียนที่เดอะ เวเนเชียน มาเก๊า จัดขึ้นมาแล้วนั้น เสน่ห์ของ เดอะ เวเนเชียนอีกประการหนึ่งคือ การช็อปปิ้ง และรับประทานอาหาร ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสันทัดการช็อปปิ้งสักเท่าใด เพียงได้เห็นช็อปของสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก หลากหลายแบรนด์ ทั้ง อีฟแซงต์ โลรองต์, ชาเนล, พราด้า, หลุยส์ วิตตอง ก็ทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์แห่งนี้ ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าสยามพารากอนบ้านเราหลายเท่า

                แต่ไฮไลท์ที่ผมอยากจะแนะนำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังเดอะ เวเนเชียน ไม่ควรพลาด คือ การลิ้มรสอาหารในร้านอาหารหลากหลายตั้งแต่อาหารจีน อาหารโปรตุเกส (มาเก๊าเคยอยู่ใต้การปกครองของโปรตุเกสเกือบ 1 ศตวรรษ) อาหารตะวันตก อาหารไทย รวมไปถึงร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน ที่ถือว่าเป็นดาวเด่นในกลุ่มร้านอาหารทั้งหมดในเขตโคไต สตริป อันเป็นที่ตั้งของเดอะ เวเนเชียน และกลุ่มโรงแรมพันธมิตร

                ร้านอาหารที่คณะเรามีโอกาสได้ลิ้มลอง เช่น พอร์โตฟิโน (Portofino) ร้านอาหารอิตาลี ที่ผมติดใจเมนูซีซาร์สลัดรสเข้มเป็นพิเศษ ร้านแบมบู (Bambu) ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ และซีฟู้ด ที่มีแถวบุฟเฟต์จำนวนมากให้นักชิมได้ลิ้มลอง ร้านนอร์ธ (North) ฝั่งโคไต เซ็นทรัล ใกล้โรงแรมคอนราดที่นำเสนออาหารจีนสไตล์ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ตอนเหนือ ที่นี่ ผมได้ลิ้มลองซี่โครงแกะอบเครื่องเทศ ที่เมื่อกัดชิ้นเนื้อแกะเข้าไปแล้วจะให้สัมผัสราวกับนั่งกินเนื้อแกะท่ามกลางทุ่งหญ้าผืนใหญ่ในดินแดนมองโกเลีย และเป็ดปักกิ่งที่เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อเป็ดและน้ำจิ้มรสเด็ดห่อบนแผ่นแป้งบางๆ แสนอร่อย นอกจากนั้นยังมีร้านหยำฉา (Yum Cha) ที่มีอาหารประเภทแต้เตี้ยม หรือขนมจีบซาลาเปาหลากชนิด และอาหารจีนจานหลักให้รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งคณะเรามีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติอาหารที่ร้านนี้ถึง 2 ครั้ง ก่อนที่จะเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ

                ในช่วงวันสุดท้าย หลังจากเดินเยี่ยมชมพื้นที่ของเดอะ เวเนเชียน และ เซ็นทรัล โคไต แล้ว คณะของเราก็มาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติมาเก๊า เพื่อโดยสารเครื่องบินของสายการบินไทย สไมล์ กลับบ้าน ซึ่งบรรยากาศในการเดินทางกลับนั้นแตกต่างไปจากขาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อเครื่องบินเหินฟ้าได้ไม่นาน เพื่อนร่วมทริปมาเก๊าครั้งนี้ต่างพักสายตากันอย่างเงียบเชียบและในเวลาไม่นานผมก็นั่งหลับไปบนที่นั่งสำหรับคนไซส์เล็กอย่างเงียบๆ เช่นกัน และยังฝันถึงความสนุกสนานที่ได้สัมผัสตลอดช่วง 3 วัน 2 คืนที่เดอะ เวเนเชียน มาเก๊า อีกด้วย

               ..................................
(วันสบายในฤดูหนาวที่เวเนเชียน มาเก๊า : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...วัจน พรหโมบล)