ข่าว

ปรับทัศนคติ'ผัวเมียตีกันตร.ต้องสนใจ'

ปรับทัศนคติ'ผัวเมียตีกันตร.ต้องสนใจ'

02 ธ.ค. 2555

'ผัวเมียตีกันตร.ต้องสนใจ' ปรับทัศนคติ..ตำรวจ-เหยื่อ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก สตรี และครอบครัว สตช. โดยพัฐอ

                 หลังจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และภาคีเครือข่ายชุมชน กทม.เลิกเหล้า ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก มาร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอถึงปัญหา 5 ปีของการใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 พบว่าตำรวจจำนวนมากยังบริการไม่เป็นมิตร และที่สำคัญพนักงานสอบสวนหญิงมีไม่เพียงพอนั้น พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ที่ปรึกษา (สบ10) ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก สตรี และครอบครัว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร

-ปัจจุบันสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง

                 จากตัวเลขสถิติคดีเกี่ยวกับความรุนแรงนั้น ก็มีเพิ่มขึ้นเป็นปกติ เมื่อประชาชนมีมากขึ้นและสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงที่เกิดจากปัญหาในครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ จากกรณีที่รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีการรับแจ้งปัญหาความรุนแรงมากขึ้น แต่ตัวเลขสถิติความรุนแรงในครอบครัวนั้น ไม่สามารถที่จะหาตัวเลขที่แน่ชัดได้

                 ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวแล้ว แบ่งเป็นหลายแบบ เช่น  กรณีแรกไม่เจ็บถึงขนาดไปรักษาที่โรงพยาบาล ใช้การรักษาตัวเอง ในกรณีนี้ไม่มาโรงพยาบาล ก็จะไม่มาที่สถานีตำรวจด้วยเช่นกัน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขกันเองได้ในครอบครัว กรณีที่สองคือเจ็บจนต้องไปโรงพยาบาล แต่ไม่ได้มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจ  และบางกรณีมาที่สถานีตำรวจแล้วมีการไม่เอาเรื่องกัน เมื่อมีการพูดคุยก็มีการตกลงกัน ตำรวจกลายเป็นคนไกล่เกลี่ย จึงไม่เกิดเป็นคดี แต่ตอนนี้มีการให้ตำรวจบันทึกข้อมูลในกรณีที่ไม่เอาเรื่องกันไว้ด้วย เพื่อจะได้ทราบซึ่งสถิติความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้น

                 ตัวเลขที่ตำรวจมีวันนี้คือ ตัวเลขที่เป็นคดีเท่านั้น เมื่อเทียบกับของโรงพยาบาลมีเป็นหลักหมื่น แต่มีมาแจ้งที่สถานีตำรวจน้อย สถิติ 2 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2554 ประเภทคดี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความผิดด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มีการรับแจ้ง 69 คดี แบ่งเป็นผู้เสียหายเพศชาย 15 ราย เพศหญิง 51 ราย มีการจับกุม 47 ราย ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2555 มีการรับแจ้ง 74 คดี แบ่งเป็นผู้เสียหายเพศชาย 29 ราย เพศหญิง 46 ราย มีการจับกุม 47 ราย

-ปัจจัยที่ทำให้ผู้เสียหายไม่ยอมมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดี

                 ผู้เสียหายยังมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว โดยเฉพาะฝ่ายหญิงมองว่าเป็นสามีภรรยา ยิ่งมีลูกยิ่งต้องตัดสินใจมากขึ้น เหมือนกับทนอยู่กับสามีเพื่อลูก เดี๋ยวไม่มีคนดูแล หรือสามียังเป็นหลักในครอบครัวในเรื่องของค่าใช้จ่าย ทำให้ฝ่ายหญิงเลือกที่จะทนอยู่ คดีความรุนแรงในครอบครัวมันกินความหมายกว้าง เช่น คู่สมรส ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน รวมทั้งบุตร บุตรบุญธรรม รวมทั้งคนที่อยู่ในครอบครัวเป็นเครือญาติกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่ ป้า น้า อา เป็นต้น ถ้ามีเกิดการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ใครถูกกระทำสามารถมาแจ้งความได้ทุกคน แม้แต่เด็กเล็กๆ หรือบุคคลที่บาดเจ็บจนไม่สามารถมาแจ้งความได้ ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาสามารถมาแจ้งความแทนได้

-ตั้งแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความผิดด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 บังคับใช้ ตำรวจพบปัญหาและอุปสรรคอย่างไรบ้าง

                 ปัญหาอุปสรรคเริ่มตั้งแต่บัญญัติคำว่า บุคคลในครอบครัว และบัญญัติความรุนแรงในครอบครัวมันกว้างและคลุมเครือ ทำให้ผู้ปฏิบัติลังเลว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรือไม่ ทำให้การตัดสินใจไม่ถูกต้องชัดเจนจากตัวบทกฎหมาย และกฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่มีเจตนาต้องการให้เอาผิดเหมือนกับคดีอาญาทั่วๆ ไป แต่ก็ยังบัญญัติให้เป็นความผิดอยู่ คือจะสอบสวนได้ต้องมีการแจ้งความร้องทุกข์ก่อน ทั้งนี้ การทำร้ายร่างกายเมื่อบาดเจ็บมันเป็นเรื่องยอมความกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัวนั้น สามารถยอมความได้ ทำให้การเริ่มคดีต้องมีคนแจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่พามาแจ้ง พอไม่มีการแจ้งตำรวจก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อได้ ถ้าผู้เสียหายไม่เข้ามาร้องทุกข์ และถ้าเป็นคดีแล้วให้ทำข้อกำหนดเบื้องต้นให้ผู้ที่ถูกแจ้งไปปฏิบัติตาม เช่น การทำสาธารณประโยชน์ ไปรักษาอาการทางจิต การบำบัดอาการติดสุรา เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องมีเจ้าพนักงานหน้าที่ที่ถูกจัดตั้งและมีการอบมจากกระทรวงการพัฒนาสังคมมนุษย์ฯ มาติดตาม แต่บุคลากรเหล่านี้มีจำนวนน้อยและเขามีงานประจำของเขาอยู่แล้ว ทำให้ดูแลได้ไม่เต็มที่ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เบ็ดเสร็จเพราะมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนี้เรามีการบอกในที่ประชุมในเรื่องกฎหมายฉบับนี้ถึงข้อบกพร่อง ซึ่งทางผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการในการแก้ไข เพราะถ้าไม่มีการปรับกฎหมายตำรวจจะทำงานค่อนข้างยาก

-มูลนิธิเข้ามาร้องเรียนการทำงานของตำรวจจะมีการแก้ไขอย่างไร

                 เรื่องนี้มีการมาร้องเรียนกันหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของพนักงานสอบสวนหญิงที่เขามีการร้องขอให้มีการเพิ่มนั้น จนถึงปัจจุบันนี้มีพนักงานสอบสวนหญิงทั้งสิ้น 170 คน ถ้าถามว่า มีครอบคลุมทั่วประเทศไหม ตอบได้ว่า "มี" แต่มันไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เรามีทั้งในนครบาล ภาค 1-9 ศชต. สตม. บก.ปคม. และหน่วยงานสอบสวนของตำรวจทั่วประเทศจะมีพนักงานสอบสวนหญิงอยู่ ซึ่งเขามาเรียกร้องว่า ให้พนักงานสอบสวนหญิงมีอยู่ในทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ

                 ทางตำรวจก็วางแผนจะทำให้ทุกสถานีตำรวจมีพนักงานสอบสวนหญิง โดยวางแผนให้นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงที่กำลังจะจบและพร้อมปฏิบัติงานได้ในปีหน้า 70 คน บวกกับบุคคลที่สอบคัดเลือกจากชั้นประทวนขึ้นมาเป็นตำรวจสัญญาบัตร ในเบื้องต้นจะส่งไปยังพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดคดีเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวก่อน เพื่อตอบโจทย์ที่ทางมูลนิธิร้องเรียนมา ส่วนในกรณีที่ยังไม่มีพนักงานสอบสวนหญิงก็จะใช้พนักงานสอบสวนชายที่รับผิดชอบเกี่ยวกับคดีความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะ

-มีการเพิ่มทักษะพนักงานสอบสวนให้มีความรู้ต่อกฎหมายฉบับนี้อย่างไร

                 มีการส่งพนักงานสอบสวนเหล่านี้ไปอบรมมา เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับคดีความรุนแรงในครอบครัว ส่วนพนักงานสอบสวนนั้นที่บอกว่าไม่รู้กฎหมาย เราได้อบรมมาหมดแล้ว แต่เหตุที่มีการแจ้งเนื่องจากไปเจอตำรวจคนที่ยังทำไม่ได้สมบูรณ์ ไม่ใช่ไม่รู้กฎหมาย เพราะเขาต้องรู้กฎหมายหมด เพียงแต่กระบวนการปฏิบัติยังไม่ครบวงจร และกฎหมายที่นำมาใช้ต้องควรนำมาปรับใช้ พนักงานสอบสวนเกี่ยวกับคดีนี้เรามีประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งมีการอบรมอยู่ตลอด เพื่อให้มีเพียงพอกับการร้องขอ

-แผนระยะยาวมีการจะแก้ไขปัญหานี้

                 สิ่งที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุดคือการป้องกัน เพราะตำรวจเป็นปลายเหตุแล้ว ต้องพูดถึงความเป็นครอบครัว ความเป็นตัวตนของคน มีการยอมรับไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมทั้งสื่อที่เป็นสิ่งเร้าต่อเด็กหรือคนในครอบครัว รวมทั้งการศึกษาที่ต้องเริ่มจากตรงนี้ ให้เด็กที่โตขึ้นมาไม่กระทำต่อความรุนแรง และต้องมีการให้รู้ถึงความเสมอภาคระหว่างเพศชายและเพศหญิง ต้องให้เข้าใจในแต่ละบุคคลที่จะไม่ใช้ความรุนแรง ก่อนจะขยายมายังสมาชิกในครอบครัว ต้องเข้าใจว่า ถ้ามีการใช้ความรุนแรงแล้วจะเกิดผลอะไรบ้าง

                 รวมทั้งชุมชนต้องช่วยกันดูคนในชุมชนว่า ถ้ามีปัญหาแล้วควรจะช่วยกันแก้อย่างไร ชุมชนต้องมีส่วนช่วย และสื่อต้องให้ข้อมูลกับคนในสังคมว่า มีความรุนแรงในครอบครัวแล้วมีความเสียหายอย่างไรเหมือนบุหรี่และสุรา ที่มีการแสดงให้เหตุโทษอย่างชัดเจนคืออะไร ให้คนในสังคมตระหนักว่า สังคมจะช่วยเหลืออย่างไรถ้าเกิดเหตุ แล้วผู้ที่จะกระทำก็จะถูกจับตาและจำกัดไม่ให้ก่อเหตุขึ้น ความเข้าใจกับเด็ก สื่อ การศึกษาทั้งหลายต้องทำยังไงให้เขารู้ภัยของการใช้ความรุนแรงและผลกระทบ เป็นการจำกัดความคิดของผู้ที่จะกระทำความผิด ส่วนตำรวจนั้นเป็นปลายทางแล้วทางเราต้องดูว่า เอากฎหมายมาใช้แก้ปัญหาแล้วจริงๆ และทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานสอดคล้องกันได้จริงๆ

-การรับแจ้งคดีความรุนแรงในครอบครัว ตำรวจต้องเปลี่ยนทัศนคติอย่างไร

                 มีการเตือนตำรวจว่า ถ้ามีคนมาร้องทุกข์ต้องให้ความสนใจ อย่ามองเป็นเรื่องในครอบครัวผัวเมียตีกัน เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยไปก็จะเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม ขอฝากไปถึงหัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบดูแลประชาชนในระดับสถานีตำรวจขอให้ดูแลผู้ที่มาร้องเรียนให้ได้รับการบริการที่ดีและได้รับการช่วยเหลือ และพร้อมที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขา

-มีข้อแนะนำถึงเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวอย่างไร

                 เรื่องความรุนแรงมีเอกสารวิจัยว่า ถ้ามีการใช้ความรุนแรงครั้งแรกแล้วจะมีครั้งต่อไป ฉะนั้นใครที่ถูกทำความรุนแรงแล้ว มีแนวโน้วว่าจะมีครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมีปัญหาทางจิต หรือมีปัญหาติดเหล้า คนที่มีอารมณ์ร้าย หรือการกระทบกระทั่งแบบลิ้นกับฟัน แต่ถ้าดูแล้วคนที่มีแนวโน้มจะทำ ไม่ควรที่จะปล่อยไปเรื่อยๆ ควรจะมาปรึกษากับองค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำได้ แต่ถ้าได้รับบาดเจ็บเมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็จะมีนักสังคมคอยให้คำปรึกษาว่าควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว แต่ถ้าไม่รู้จะไปไหนและบาดเจ็บได้รับอันตรายก็ควรมาพูดคุยกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ เพื่อได้ซักถามเรื่องราวและรับเรื่องร้องทุกข์ต่อไป ขอให้อย่าเก็บอย่าทน ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
..........................

(หมายเหตุ : 'ผัวเมียตีกันตร.ต้องสนใจ' ปรับทัศนคติ..ตำรวจ-เหยื่อ :  สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก สตรี และครอบครัว สตช. โดยพัฐอร พิจารณ์โสภณ)