ข่าว

และแล้ว…

และแล้ว…

02 ธ.ค. 2555

และแล้ว… : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                และแล้ว…เดือนสุดท้ายของปีก็เดินทางมาถึง

                และแล้ว…หลายคนก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ เหมือนกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา พร้อมกับเสียงปลอบใจตัวเองเบาๆ ว่า “ปีหน้า ค่อยว่ากันใหม่”

                และแล้ว…ปีนี้ก็เป็น “ปีทองของหุ้น” ไม่ใช่ “ปีทองของทอง”

                ด้วยเหตุที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเป็นกอบเป็นกำ มากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ

                เพราะจากวันแรกของปีนี้ ที่ดัชนีราคาหุ้นอยู่ที่ 1,036.21 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,299.94 จุดในวันที่ 28 พฤศจิกายน หมายถึงถ้าลงทุนในหุ้นตั้งแต่ต้นปี โดยไม่ทำอะไร เมื่อผ่านไปเกือบ 11 เดือนเต็ม ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจะอยู่ในราว 25%

               ขณะที่การลงทุนในทองคำในระยะเวลาเดียวกัน จาก 23,700 บาท เป็น 25,300 บาท คิดเป็นผลตอบแทนเพียงแค่ 6.75% เท่านั้น ไม่นับรวมอาการ “โยโย่” หรือความผันผวนจากแรงเหวี่ยงขึ้นลง ที่บางคนเข้าถูกช่วง ก็รับผลตอบแทนมากกว่านี้ หรือบางคนเข้าผิดช่วง ก็อาจจะต้องรับผลขาดทุนแทนที่จะกำไรเหมือนคนอื่น

               แต่เรื่องกำไร “น้อย” หรือ “มาก” จากการลงทุน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเบาๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับเรื่อง “หนี้” ที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปี ที่ทั้งสภาพัฒน์และแบงก์ชาติต่างก็ช่วยกันออกมาสำทับ

               ตัวเลขของสภาพัฒน์มาจากการ “สรุปสถานการณ์ด้านสังคม” ในไตรมาสที่ 3 ที่พบว่า “หนี้สินภาคครัวเรือน” มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้สินกลับลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและติดตาม โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้มีรายได้ปานกลางไปจนถึงมีรายได้น้อย

               คุณสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ให้ข้อมูลว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 มียอดสินเชื่อคงค้างเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล มีมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

               ตัวเลขของสภาพัฒน์แยกให้เห็นแบบจะจะ ว่า “หนี้” ที่เพิ่มขึ้น มาจากสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย 10.3% สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 33.6% และสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ อีก 30.3% ซึ่งสาเหตุที่การก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค การซ่อมแซมที่พักอาศัย และการซื้อรถยนต์ ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของทางรัฐบาล

               ถ้าหนี้เพิ่มขึ้น แล้วมีปัญญาใช้หนี้ ก็ยังพอคุยกันรู้เรื่อง แต่ที่แย่และน่าห่วง ก็คือ หนี้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ดันลดลง !

                สภาพัฒน์แจกแจงว่า ภาคครัวเรือนผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน ขึ้นไป เพิ่มขึ้น 37.8% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.3 พันล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน ก็เพิ่มขึ้น 11.1% ส่งผลให้มูลค่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพิ่มขึ้น 25.1%

               “ความสามารถในการชำระหนี้คืนของประชาชนนั้นลดลง เป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว” รองเลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวย้ำ

               ตัวเลขสนับสนุน “พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว”  มาจากสัดส่วนเงินฝากต่อหนี้สินครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากค่าเฉลี่ย 1.7 เท่าในปี 2550 เหลือ 1.3 เท่าในปี 2554 บ่งชี้ว่า ภาคครัวเรือนมีพฤติกรรมการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าการสะสมเงิน

               สำทับด้วย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ยอมรับว่า ได้ติดตามดูการก่อหนี้ภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด โดยเห็นว่าระดับของหนี้ต่อรายได้มีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่ดูจะมีภาระค่อนข้างมากเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทลงมา

               “ถ้าเป็นครัวเรือนที่รายได้สูงก็ไม่มีอะไร หนี้ไม่ได้สูงมากยังพอผ่อนได้ แต่ที่ดูจะมีภาระหน่อย ก็คือ กลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทลงมา"

               ยิ่งหนทางเปิดกว้างให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่วงจรของการเป็นหนี้ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างภาระเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงภาระของ “ลูกหนี้” แต่ยังเป็นภาระของ “เจ้าหนี้” เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนชำระได้

               ต้องยอมรับว่า ทั้งแคมเปญบ้านหลังแรกหรือรถคันแรก เป็นเส้นทางที่เปิดกว้างสำหรับคนกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งหลายครัวเรือนยังไม่พร้อมเข้าสู่วงจรหนี้ แต่เมื่อโอกาสมาถึงก็ต้องคว้าไว้ก่อน โดยบางทีลืมนึกถึงเรื่องของความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมในการผ่อนชำระ หรือความพร้อมอื่นๆ เนื่องจากบ้านหลังแรก ตามมาด้วยหนี้สินระยะยาวอย่างน้อยก็ 15 ปีหรืออาจจะยาวนานถึง 30 ปี ไม่นับรวมสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่นับรวมผ้าม่าน เหล็กดัด ที่ต้องใช้ “เงิน” ทั้งนั้น

               เช่นเดียวกับ “รถคันแรก” ที่มาพร้อมกับหนี้สินอย่างน้อย 4 ปี และภาระหนักกว่านั้น คือ “ค่าน้ำมัน” เพราะถ้ามีรถ มีความสามารถในการผ่อน และรายได้ไม่พอสำหรับเติมน้ำมัน รถคันแรกก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่นับรวมค่าบำรุงรักษา เพราะ “รถ” เป็นสินทรัพย์ประเภทที่มีค่าเสื่อมจากการใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ขับออกจากโชว์รูมแล้ว

               จะเป็นหนี้ทั้งที ก็ต้องเป็นหนี้ให้สมศักดิ์ศรี เพราะเมื่อมีปัญญาก่อหนี้ ก็ต้องมีปัญญาใช้หนี้คืน ว่ากันว่า อารมณ์ระหว่างเงินไม่พอใช้จ่ายแบบที่ใจปรารถนา อาจจะต้องอดมื้อกินมื้อบ้าง หรือไม่สามารถซื้อหาข้าวของได้ตามต้องการ แต่ก็ยังดีกว่าอารมณ์เป็นหนี้แล้วไม่มีปัญหาใช้หนี้ ต้องถูกทวง ถูกกดทับทางอารมณ์ สำทับด้วยดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่พอกพูนแบบไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

               ถ้าปีที่กำลังจะผ่านไป เป็นปีที่…และแล้ว…เราก็เป็นหนี้ได้สมใจอยาก เพราะโอกาสช่างเปิดกว้าง ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง ก็ขอให้เป็นปีที่…และแล้ว…เราก็จ่ายหนี้ได้อย่างไม่ลำบากลำเค็ญ

               ......................................
(และแล้ว… : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )