ข่าว

"กษิต"ระบุรมต.ตปท.อาเซียนหนุนแถลงการณ์ไทย

"กษิต"ระบุรมต.ตปท.อาเซียนหนุนแถลงการณ์ไทย

27 พ.ค. 2552

“อภิสิทธิ์”เตรียมถกผู้นำอาเซียนที่เกาหลีเพื่อกำหนดท่าทีต่อพม่า กมธ.ตปท.แนะรัฐสภาไทยแสดงท่าทีรัฐบาลพม่าละเมิดสิทธิมนุษยชน “อองซาน ซูจี” ชี้รัฐสภาไทยกับสหภาพรัฐสภาอาเซียนเตรียมหารือส.ค.นี้ชะลอพม่าเป็นสมาชิกหรือไม่ พระสงฆ์พม่าที่ลี้ภัยอยู่ในนิวยอร์ค ระบุ ยัง

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปร่วมประชุมอาเซียน-อียูที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาว่า ที่ประชุมพูดกันมากว่า อยากให้รัฐบาลและประชาชนพม่า มองว่า การออกแถลงการณ์ในฐานะประธานอาเซียนของไทย ไม่ได้เป็นการประณาม แทรกแซง หรือละเมิดอธิปไตยของพม่า แต่ในวันนี้ อาเซียนถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ความเป็นไปของสมาชิกในครอบครัว ก็มีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ด้วย

 ดังนั้น มีปัญหาอะไร จึงควรต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันแก้ไข โดยที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ระบุว่า ขอสนับสนุนถ้อยแถลงที่ไทยได้ออกไป ในฐานะประธานอาเซียนด้วย

 นายกษิต กล่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ได้ย้ำเรื่องความเป็นอธิปไตย และไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยวในกิจการภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศอื่น ๆ ได้ย้ำว่า ที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ก็แสดงความห่วงกังวลในเรื่องการกักบริเวณนางอองซานซูจี มาโดยตลอด และเป็นที่เข้าใจว่า ทางพม่าจะให้เสรีภาพกับซูจี ดังนั้น การพูดเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความห่วงใยยิ่งมีมากขึ้น เพราะเกิดมีคดีความขึ้นใหม่ ซึ่งมีความคลุมเครือ เพราะผู้ที่ผิดควรจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุม ไม่ใช่ผู้ที่ถูกกักบริเวณ

“อภิสิทธิ์”เตรียมถกผู้นำอาเซียนที่เกาหลีเพื่อกำหนดท่าทีต่อพม่า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลทหารพม่า มีแนวโน้มจะคุมขังนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านต่อไปว่า เขาจะหารือกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ หลังจากที่เดินทางกลับจากประเทศกัมพูชาในสัปดาห์หน้า ซึ่งคงจะต้องมีการหารือกัน เพราะทางรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประชุมที่กรุงฮานอยและกรุงพนมเปญ และวันนี้ ได้เห็นประเทศสหรัฐอเมริการ ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

 นอกจากนั้น ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เขาจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษที่เกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีโอกาสได้พบปะกับผู้นำในประเทศอาเซียน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สมาชิกรัฐสภาอาเซียน ออกแถลงการณ์ให้อาเซียนกดดัน ให้ปลดพม่าออกจากสมาชิกอาเซียน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า จะไปผลีผลามทำอะไรอย่างนั้นคงไม่เหมาะสม และเรายังยืนยันว่า ทางที่ดีที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์กันเอาไว้ ซึ่งเมื่อมีความสัมพันธ์กัน ก็ต้องแสดงออกอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับกรณีที่เราออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้ เราก็ยืนยันว่า ออกแถลงการณ์ด้วยความห่วงใย ด้วยความปรารถนาดี และการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ก็ต้องสามารถสะท้อนความรู้สึกต่าง ๆ ได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่เราออกแถลงการณ์ในนามอาเซียน แต่เวลาเกิดผลกระทบ ประเทศไทยโดนพม่าโจมตีเพียงประเทศเดียว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงเราถือว่า การเป็นประธานนั้น มีความรับผิดชอบสูงกว่า และเราจะใช้แนวทางที่เหมาะสม

 เมื่อถามว่า ขณะนี้ถึงเวลาที่กลุ่มประเทศอาเซียน จะต้องออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เพื่อกดดันพม่าหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาจะรอพบกับนายกษิต และพบผู้นำประเทศต่าง ๆ ในการประชุมที่ประเทศเกาหลีก่อน ซึ่งคิดว่า คงจะไม่ช้าจนเกินไป

 เมื่อถามว่า แสดงว่า หากจะออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 จะเป็นช่วงเวลาที่กลับจากประเทศเกาหลีใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูความเหมาะสม และพัฒนาการของเหตุการณ์

กมธ.ตปท.แนะรัฐสภาไทยแสดงท่าทีรัฐบาลพม่า

 เมื่อเวลา 11.30 น. นายต่อพงษ์  ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ พร้อมด้วยนส.รัชดา  ธนาดิเรก ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โฆษกกมธ.ร่วมแถลงข่าว โดยนส.รัชดา กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐบาลพม่าได้ประกาศที่จะควบคุมนางอองซาน ซูจี ต่อไปอีกประมาณ 3-5 ปี ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลไทยในฐานะประธานอาเซียนได้แถลงท่าทีในเรื่องนี้ไปนั้น กมธ.ต่างประเทศเห็นว่ารัฐสภาไทยควรมีท่าทีต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และขับเคลื่อนกลไก ในด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามกฎบัตรอาเซียน โดยในสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงการต่างประเทศ ยูเอ็นเอสซีอาร์ เพื่อหารือกำหนดบทบาทรัฐสภาไทยในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น

 นายต่อพงษ์ กล่าวว่า จากการหารือกับนายไกรศักดิ์  ชุณหะวัณ สมาชิกกลุ่มรัฐสภาอาเซียน เห็นว่ากมธ.ต่างประเทศควรพิจารณาถึงแรงกดดันของกลุ่มประเทศอาเซียนว่าทำอย่างไรจึงจะให้เกิดประชาธิปไตยในประเทศพม่า มีเอกภาพและมีความชัดเจนพร้อมเรียกร้องให้พม่าคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า เพราะการที่รัฐบาลพม่าได้เพิ่มโทษและจองจำนางอองซาน อีกถือเป็นการละเมิดสิทธิ์และริดลอนสิทธิ์ ซึ่งเส้นทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศพม่าโดยจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า กมธ.เป็นห่วงว่าจะเกิดประชาธิปไตยจริงหรือไม่

 รัฐสภาไทยจะร่วมกับสหภาพรัฐสภาอาเซียนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยในเดือนสิงหาคมนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐสภาอาเซียน โดยมีวาระรับสมาชิกถาวรเพิ่มขึ้นอีก 2 ประเทศคือ บรูไน กับ พม่า ว่าควรจะชะลอการบรรจุประเทศพม่าเข้าเป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภาอาเซียนหรือไม่
 เมื่อถามว่าได้หยิบยกกรณีที่รัฐบาลพม่าตำหนิรัฐบาลไทยที่ไปก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศพม่า นายต่อพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนคือ 10 ประเทศ เท่ากับ 1 ประชาคม การก้าวล่วงกิจการในกลุ่มประเทศหรือไม่ธรรมนูญของอาเซียนก็กำหนดไว้ เรื่องใดที่เกิดขึ้นในประชาคมก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน ขณะที่นส.รัชดา กล่าวว่า กมธ.ท่าทีของรัฐบาล แต่ต้องศึกษาต่อไปว่าท่าทีของรัฐบาลไทยจะกระทบความสัมพันธ์ในมิติอื่นๆ เช่นการค้าชายแดน หรือไม่

พระสงฆ์พม่ายันมีเคลื่อนไหวใต้ดินในพม่า

เว็บไซท์ข่าวฮัฟฟิงตัน โพสต์ รายงานอ้างการเปิดเผยพระสงฆ์ชาวพม่า 3 รูป ที่เพิ่งเดินทางไปยังนครนิวยอร์ค ของสหรัฐ เมื่อไม่นานมานี้ และเป็นมีส่วนร่วมในการเป็นแกนนำในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร หรือที่รู้จักกันในชื่อ " การปฏิวัติผ้าเหลือง "  เมื่อปี 2550 ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า โดยระบุว่าสำหรับพม่าแล้ว การจะเป็นประชาธิปไตยโดยปราศจากนางซูจี เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

พระสงฆ์ทั้ง 3 รูป ซึ่งหนีออกจากพม่า หลังจากรัฐบาลเข้ากวาดล้างผู้ประท้วง และพำนักอยู่ในนิวยอร์คในฐานะผู้ลี้ภัย ให้ความเห็นว่า ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเกิดการประท้วงต่อต้านการพิจารณาคดีนางซูจีในพม่า เนื่องจากประชาชนพากันหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุมชาวพม่าได้แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนางซูจี ด้วยการชุมนุมกันที่หน้าเรือนจำอินเส่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการพิจารณาคดีเธอ

พระสงฆ์พลัดถิ่นเหล่านี้ ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศด้วยระบอบกำปั้นเหล็กมานานหลายทศวรรษ ได้จับกุมนางซูจี เพราะต้องการกำจัดเธอ ในฐานะที่เป็นกำลังสำคัญทางการเมือง ด้วยการตัดขาดเธอจากผู้สนับสนุนและประชาคมโลก นางซูจี ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ของเธอ ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี 2533 แต่รัฐบาลทหารไม่ยอมให้ครองอำนาจนั้น ถูกพิจารณาว่าเป็นวีรสตรีของประเทศและเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่ปราศจากนางซูจี และกีดกันเธอออกจากระบบการเมือง ถ้านางซูจีถูกตัดสินว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา เธอจะต้องรับโทษจำคุกถึง 5 ปี และเธอก็จะถูกกันออกจากการเลือกตั้งในปี 2553 แม้จะเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติเพราะการประท้วงเมื่อปี 2550 แต่สถานการณ์ในประเทศกลับเลวร้ายหนักขึ้น การจับกุมนางซูจีครั้งนี้ เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการกดขี่ที่หนักข้อขึ้น

พระสงฆ์พม่าพลัดถิ่น ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลได้เข้มงวดต่อองค์กรต่าง ๆ มีการล่วงละเมิดต่อองค์กรด้านฌาปนากิจ ที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน รวมถึงการตัดสินจะคุกระยะยาวต่อบรรดานักโทษการเมือง ทั้งที่ในอดีต นักโทษการเมืองมักจะถูกตัดสินจำคุก 10-15 ปี แต่พวกที่เข้าร่วมการประท้วงล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน ปี 2550 ถูกตัดสินจำคุกนานถึง 65 ปี

พระสงฆ์เหล่านี้ ยังกล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลจะกวาดล้างอย่างทารุณเมื่อปี 2550 จำคุกพระสงฆ์และนักเคลื่อนไหวหลายร้อยรูป แต่การจำกุมนางซูจีและการกดขี่ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งในพม่า เพียงแต่เป็นการเคลื่อนไหวใต้ดิน มีการติดต่อกันระหว่างเครือข่าย
พระสงฆ์ และประชาชนที่ยังอยู่ในพม่า ที่กำลังวางแผนหาโอกาสจัดการประท้วงเพื่อนำความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศต่อไป