
ศาลถอนประกัน'ก่อแก้ว'-4นปช.รอด
ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกันตัว 'ก่อแก้ว' ส่วนสส.แกนนำแดงอีก4 คนรอด เพิ่มเงื่อนไขห้ามขึ้นเวที-ยุยงปลุกปั่น ห้ามออกนอกประเทศ
วันที่ 30 พ.ย.2555 เวลา15.30น.ศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวของนายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. ส่วนสส.พรรคเพื่อไทยแกนนำ นปช. อีก 4 คนรอด ทั้งนี้ศาลเพิ่มเงื่อนไขห้ามขึ้นเวที ยุยงปลุกปั่น ห้ามออกนอกประเทศ
รองปธ.วุฒิชี้'ก่อแก้ว'ไม่พ้นสส.
นายสุีรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กล่าวว่า หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญถือว่านายก่อแก้วยังไม่พ้นจากความเป็น สส. เนื่องจากยังไม่ถึงขั้นว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ฉะนั้นจึงเป็น สส. ต่อไปได้ นอกจากนี้หากศาลมีการคุมขัง และถึงเวลาเปิดสมัยประชุมหน้าคือ วันที่ 21 ธ.ค. ประเด็นนี้ ตาม131 วรรคสองให้อำนาจประธานสภาฯ ทำหนังสือขอปล่อยตัวต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าเป็น สส. มีความสำคัญต้องได้รับการปล่อยตัวให้มาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และการทำหน้าสที่ สส. เป็นเอกสิทธิ ที่ต้องได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้เวลา 10.15 น. ศาลนัดสอบถามการเพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวกลุ่ม สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.จำเลยคดีก่อการร้ายรวม 6 คน ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 นพ.เหวง โตจิราการ จำเลยที่ 4 , นายก่อแก้ว จำเลยที่ 5 ,นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย , นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล สส.กทม. พรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 9 และนายภูมิกิติหรือ พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง จำเลยที่ 11 โดยเฉพาะนายก่อแก้ว ถูกนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และสำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้อง และส่งพยานวัตถุแผ่นซีดีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆต่อศาลว่า นายก่อแก้ว มีพฤติการณ์ข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 และตัดงบประมาณศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่ากระทำผิดเงื่อนไขการประกัน
โดยวันนี้ ศาลนัดให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง จำเลยที่ 5 เพียงคนเดียว นำพยาน 3 คนเข้าเบิกความตอบคำถามทนายความเพื่อหักล้างคำร้องของนายนิพิฏฐ์และสำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.เบิกความสุรปว่า ปกติแล้วนายก่อแก้วเป็นคนเงียบขรึม และปราศรัยให้ความรู้กับมวลชน ซึ่งแกนนำทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แต่การจะขับเคลื่อนมวลชนนั้น จะรับคำสั่งเป็นทางการ ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแนวทางของ นปช. แต่กลับถูกจำกัดโดยศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นแรงผลักดันให้นายก่อแก้ว ที่มีอาชีพวิศวกรด้วย และจะต้องมีการคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งเรื่องที่ดีที่สุด และเรื่องแย่ที่สุด กรณีที่แย่ที่สุดก็ต้องหาทางรับมือ แต่กรณีนี้ไม่ได้เป็นการยุให้คนเสื้อแดงทำร้ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือประเทศชาติ เป็นเพียงแค่คำพูดขยายความ และไม่มีเหตุผลใดที่นายก่อแก้ว จะก่อความวุ่นวายเสียหายให้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และตัวเอง เพราะนายก่อแก้วก็ประกอบธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ทั้งยังเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มนปช.ที่ทำให้เกิดความสงบ ทั้งนี้การพูดของนายก่อแก้วบางครั้งอาจจะมีอารมณ์บ้าง แต่ไม่ได้มีผลต่อการปฏิบัติ ไม่ควรนำมาให้เป็นเรื่องเป็นราว พยานจึงขอความกรุณาและความเห็นใจจากศาลด้วย
ต่อมา นายก่อแก้ว เข้าเบิกความสรุปว่า เหตุที่ตนต้องไปพูดบนเวทีปราศรัย เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อปี 54 ที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตนได้ดำเนินการตามที่ได้หาเสียงไว้ สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ โดยเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ต้องขอประชามติจากประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านวาระ 2 ในสภาแล้ว ต่อมามีการเสนอร่าง พรบ.ปรองดองโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ซึ่งรัฐบาลก็เห็นด้วย ทำให้ฝ่ายค้านออกมาโต้แย้ง รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวปิดล้อมหน้ารัฐสภา ทำให้ พรบ.ปรองดองไม่สามารถเดินต่อได้ โดยกลุ่มพันธมิตรฯได้สื่อสารให้ทราบโดยทั่วกันว่า พรบ.ปรองดอง เป็นการช่วยเหลือคนคนเดียวและชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมคัดค้าน ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า พรบ.ปรองดอง จะมีประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก ทำให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งเวทีปราศรัยทั่วประเทศรวม 20 เวทีที่จะให้ความรู้แก่ประชาชน 2 เรื่อง คือ ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำไมต้องปรองดอง โดยตนขึ้นเวทีปราศรัย 5 เวทีเท่านั้น
ส่วนกรณีที่สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ส่งเอกสารการถอดคำปราศรัยของตนที่ข่มขู่ เกี่ยวกับการตัดงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตนเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ของสภาฯ มีหน้าที่พิจารณา และติชมทุกหน่วยงานที่เข้ามาชี้แจง รวมทั้งมีสิทธิเสนอปรับเพิ่ม หรือลดงบประมาณให้หน่วยงานใดก็ได้ แต่จะมีผลอย่างไรนั้นก็เป็นการลงมติของที่ประชุม โดยตนไม่มีสิทธิไปบังคับใครให้เห็นชอบ หรือคัดค้าน การที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่า ตนใช้อำนาจหน้าที่ข่มขู่จะตัดงบประมาณนั้น ไม่เป็นความจริง ที่ตนบอกว่าจะตัดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ในฐานะกรรมาธิการ เพื่อประหยัดงบประมาณของชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีอาจารย์หลายสถาบันเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ตนก็มีความเห็นคัดค้าน เพราะองค์กรศาลรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาที่ตัวบุคคล
ส่วนที่ตนไปปราศรัยย่านมีนบุรีเป็นช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ตนรับข่าวหลายกระแสไปในทางลบจนเกิดวิตกว่า รัฐบาลชุดนี้จะถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ทั้งเกรงว่า ตนจะถูกกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครองเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต จนเกิดวิตกกังวลมาก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ส่วนที่อ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครอง และคนเสื้อแดงจะไป จับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนยอมรับว่า เป็นคนพูดจริง แค่เพียงต้องการไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อารมณ์วินิจฉัยบิดเบือนข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่า ไม่ได้ข่มขู่ แต่แสดงความห่วงใย ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนถ้อยคำที่ว่า จะให้คนเสื้อแดงจับตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นการสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมวลชนคนเสื้อแดงประชดประชันให้สังคมได้รับรู้ ที่ผ่านมาก็มีคนเสื้อแดงมาระบายความรู้สึกเช่นกับที่ตนพูดออกไป ซึ่งตนก็ห้ามปรามให้ ใจเย็นๆ และเป็นการสะท้อนอารมณ์ด้านมืดเท่านั้น
ด้านนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีต ประธาน นปช. เบิกความสรุปว่า ฝ่ายที่มีแนวคิดประชาธิปไตย ถือเป็นแนวทางถูกต้อง ดูจากข้อกล่าวที่นายนิพิฏฐ์ และศาลรัฐธรรมนูญร้องนายก่อแก้วเข้ามานั้น ตนคิดว่านายก่อแก้วทำถูกแล้วที่กล้าเสนอความคิดเห็นของตนเอง เป็นแนวทางของสังคม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และห้ามปรามเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง หากใครรู้จักคบหานายก่อแก้วจะรู้ว่า ไม่ใช่คนเกเร เชื่อว่านายก่อแก้วมีเจตนาดีต่อระบอบ ประชาธิปไตย เท่าที่ตนทราบมานายก่อแก้ว ไม่เคยผิดเงื่อนไขสัญญาประกันต่อศาลเลย พยานเบิกความเรื่องอื่นแล้วเสร็จ
ศาลจึงนัดว่า จะมีคำสั่งถอนประกันจำเลยทั้งหกหรือไม่ ในวันนี้ เวลา 15.30 น.
ภายหลังเข้าเบิกความต่อศาล นายก่อแก้ว ได้เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบในทุกประเด็นตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยื่นคำร้องเข้ามา เพื่อให้เห็นเจตนาที่แท้จริงในแต่ละคำพูดว่า การปราศรัยของตนนั้นไม่มีเจตนาที่จะก้าวล่วงองค์กรใด หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเอง นอกจากนี้ได้ชี้แจงต่อศาลว่าการขึ้นปราศรัยบนเวทีนั้น ตนได้ทำหน้าที่ในฐานะ สส.เพื่อปกป้องรัฐสภา ที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนไม่ได้ขึ้นพูดในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง และวันนี้ได้ให้นายวีระกานต์ และนางธิดา มาแถลงรับรองความประพฤติของตน เนื่องจากเคยทำงานและมีความสนิมสนมและรู้จักนิสัยใจคอกันมาหลายปี ซึ่งที่ตนเตรียมพยานมาเพียง 2 ปาก เนื่องจากเห็นว่าน่าจะได้ข้อเท็จจริงที่ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว และเพื่อให้เห็นว่าไม่มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา ให้ล่าช้าออกไป ต้องการให้กระบวนการสอบถามข้อเท็จจริงว่าผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ให้จบสิ้นโดยเร็ว ไม่ยืดเยื้อ
นายก่อแก้ว เปิดเผยอีกว่า ภายหลังศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว จึงนัดฟังคำสั่งในบ่ายวันนี้ (30 พ.ย.)เวลา 15.30 น. ซึ่ง สส.เพื่อไทยและแนวร่วม นปช. อีก 5 ราย ก็จะต้องเดินทางมาฟังคำสั่งด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของ 5 รายดังกล่าวคงไม่มีปัญหาอะไร คงมีแต่ตนเพียงคนเดียวที่ยังไม่มั่นใจว่าศาลจะมีคำสั่งว่าอย่างไร แม้ตนจะได้ให้รายละเอียดต่อศาลไปทั้งหมดแล้ว แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าในที่สุดแล้วศาลท่านจะพิจารณาเป็นอย่างไร



