
ล้มอัสซาด ตะวันออกกลางเปลี่ยน
ล้มอัสซาด ตะวันออกกลางเปลี่ยน : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
นับตั้งแต่การลุกฮือต่อต้านอำนาจนิยม (Arab Uprising) ที่เริ่มจากตูนิเซีย แล้วลุกลามไปถ้วนทั่วโลกอาหรับ ซีเรียถือเป็นกรณีที่น่าสนใจยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นกรณีการลุกฮือต่อสู้ของประชาชนที่ยาวนานที่สุดแล้ว สถานการณ์ในซีเรียยังก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย การคงอยู่หรือการล้มลงของระบอบอัสซาดล้วนมีนัยต่อประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
1.อิรัก : รัฐบาลอิรักที่นำโดยมุสลิมฝ่ายชีอะฮ์เกรงว่าการล้มลงของอำนาจชีอะฮ์ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ปกครองซีเรียปัจจุบัน จะถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลฝ่ายซุนนีย์ อิรักมีพรมแดนด้านตะวันตกที่ยาวเหยียดติดกับซีเรีย ซึ่งเคยเป็นช่องทางการลักลอบข้ามพรมแดนของมุญาฮีดีนอาหรับ เพื่อเข้าไปต่อสู้กับสหรัฐหลังสงครามอิรักปี 2003 อิรักเกรงว่าภาวะไร้เสถียรภาพในซีเรียอาจทำให้เส้นทางตลอดแนวชายแดนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง
2.อิสราเอล : แม้ว่าซีเรียกับอิสราเอลจะเป็นศัตรูกันมานาน แต่ทั้ง 2 ประเทศก็ยังสามารถรักษาความสงบตามแนวพรมแดนระหว่างกันมาตลอด 40 ปี แต่หากระบอบอัสซาดล้มลง รัฐบาลใหม่ซีเรีย (ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลของฝ่ายนิยมแนวทางอิสลาม) อาจทบทวนท่าทีของซีเรียต่ออิสราเอลใหม่ โดยเฉพาะการที่อิสราเอลยังยึดครองดินแดนบางส่วนของซีเรียอยู่อย่างผิดกฎหมายมาตั้งแต่หลังสงครามปี 1967 ฉะนั้น อิสราเอลจึงไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในซีเรียมากนัก แต่ก็ไม่อยากให้ระบอบอัสซาดอยู่ได้อย่างมั่นคงเช่นกัน
3. อิหร่าน : หากอัสซาดถูกขับออกจากอำนาจ อิหร่านคงต้องสูญเสียพันธมิตรอาหรับที่มีอยู่ประเทศเดียวในภูมิภาค แม้ว่าปัจจุบันอิหร่านได้เปิดความสัมพันธ์กับอียิปต์และอิรัก แต่ก็คงไม่มีประเทศอื่นใดที่จะอำนวยให้อิหร่านเชื่อมการทำงานโดยตรงกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ได้สะดวกเท่ากับซีเรียภายใต้การนำของอัสซาด
4.เลบานอน : ความไร้เสถียรภาพในซีเรียอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มต่างๆ ในเลบานอน ที่ผ่านมาซีเรียเข้าไปมีบทบาทอย่างมากในการเมืองเลบานอน ให้ความช่วยเหลือทางการทหารกับฮิซบุลลอฮ์เพื่อต่อสู้กับอิสราเอลที่เข้ามายึดครองประเทศยาวนานในช่วงสงครามกลางเมือง การเปลี่ยนระบอบการปกครองในซีเรียอาจหมายถึงการตัดความช่วยเหลือจากซีเรียที่เคยมีให้แก่ฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งย่อมส่งผลให้ศักยภาพการรบของฮิซบุลลอฮ์ลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในภารกิจการต่อต้านอิสราเอล
5.ตุรกี : ตุรกี (ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางทิศเหนือของซีเรีย) เป็นห่วงปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด เพราะชาวเคิร์ดเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามพื้นที่พรมแดนระหว่างตุรกีกับซีเรีย ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในซีเรีย ประกอบกับความอ่อนแอของรัฐบาลอิรัก อาจนำไปสู่การเรียกร้องของชาวเคิร์ดอีกครั้งให้มีการจัดตั้ง "รัฐเคอร์ดิสถาน" ขึ้นมาได้ ซึ่งตุรกีพยายามขัดขวางมาตลอด สิ่งที่ตุรกีต้องการคือซีเรีย ที่มีเสถียรภาพและความมั่นคง
6.รัสเซีย : หลังสงครามเย็น ซีเรียถือเป็นประเทศพันธมิตรหนึ่งเดียวของรัสเซียในตะวันออกกลาง ทั้งสองประเทศมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน มีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน ด้วยเหตุนี้ การล้มลงของระบอบอัสซาด จึงอาจหมายถึงการสูญเสียพันธมิตรหนึ่งเดียวของรัสเซียในตะวันออกกลาง ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อมีความพยายามออกข้อมติเกี่ยวกับซีเรียในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รัสเซียจะออกตัวคัดค้านข้อมติเหล่านั้นอย่างแข็งขันร่วมกับประเทศจีน
อนาคตซีเรียจะเป็นเช่นใด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือไม่ ในรูปแบบใด และจะส่งผลต่อการเมืองและความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง



