
นักวิชาการมอง'ปชป.'แพ้ทางศึกซักฟอก
'นักวิชาการจุฬาฯ' มอง ปชป.แพ้ทาง รบ. ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้นำเสนอประเด็นทุจริตได้ดี แต่ไม่มีใครขยายผลต่อ ตำหนิ 'สุรพงษ์' วุฒิภาวะไม่เหมาะเป็น รมต.
29 พ.ย. 55 นายตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ในภาพรวมพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งประเด็นไปที่ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่ถือเป็นจุดอ่อน และเป็นจุดที่สามารถลดความชอบธรรม ในความเป็นผู้นำรัฐบาลได้ แต่กลับถูกรัฐบาลแก้เกมในรูปแบบใหม่ คือให้นายกฯ ชี้แจงน้อย ตามบทที่เตรียมไว้และพยายามโยงประเด็นที่นายกฯ ถูกซักถามให้รัฐมนตรีร่วมชี้แจง โดยอาศัยหลักความรับผิดชอบร่วมกันของคณะรัฐมนตรีภายใต้ระบบรัฐสภา และระเบียบข้อบังคับการประชุมที่เปิดช่องให้ทำได้ จึงทำให้ภาพของนายกฯ ที่เดิมเป็นจุดอ่อน กลายเป็นจุดเด่น ที่ได้ใช้ความสุขุม เยือกเย็น ชี้แจงอย่างกว้างๆ และให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงตอบโต้ฝ่ายค้าน
นายตระกูล กล่าวต่อว่า สำหรับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่ถูกประท้วงซ้ำๆ ในแง่ของหลักการการอภิปราย เช่น ทำผิดข้อบังคับการประชุม ทำผิดกฎหมายในประเด็นการยื่นคำร้องถอดถอนนายกฯ และรัฐมนตรีต่อที่ประชุมสภาฯ จนถึงขั้นต้องถอนคำอภิปรายของนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเชิงในสภา
"สำหรับเนื้อหาการอภิปราย ผมเห็นว่าฝ่ายค้านนำเสนอเนื้อหาได้ดี ในประเด็นของปัญหาสินค้าเกษตร แต่ประเด็นที่ฝ่ายค้านนำเสนอเห็นว่าไม่มีคนตาม รวมทั้งสื่อมวลชนไม่ได้หยิบมาเป็นประเด็นต่อเนื่อง ว่าความผิดพลาดเชิงนโยบายอยู่ตรงไหน จึงทำให้การอภิปรายประเด็นนี้ไม่สามารถจูงกระแสสังคมได้ ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รัฐบาลสามารถคุมเกมเหนือพรรคฝ่ายค้าน ในเชิงยุทธศาสตร์"
นายตระกูล กล่าวอีกว่า สำหรับบทบาทของรัฐมนตรีที่ชี้แจง ตนมองว่า "ทุเรศ" และเป็นความอัปยศ ในประเด็นที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงประเด็นการออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยท่าทีไม่พอใจ ชี้แจงเสร็จก็ปัดไมโครโฟนทิ้ง และใช้คำชี้แจงที่ว่า หากมีอำนาจก็คงสั่งให้ญี่ปุ่นบุกเกาะฮาวายไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นการยกตัวอย่าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าวุฒิภาวะความเป็นรัฐมนตรีไม่มี และด้วยความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเด็นดังกล่าวไม่สมควรจะพูด
"หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลยอมรับในข้อผิดพลาดแล้วนำไปปรับแก้ไขในเชิงบริหาร ก็จะเป็นสิ่งที่ดี หรือว่าการสานงานต่อของฝ่ายค้านในเรื่องการตรวจสอบ จะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากรัฐบาลไม่ได้แก้ไข หรือฝ่ายค้านปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชั่นยังมีโดยไม่ตรวจสอบ ผมมองว่าการเมืองนอกสภาฯ จะเกิดขึ้นแน่"
ขณะที่ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารณ์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ตนไม่คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ จะเป็นอย่างที่หลายฝ่ายมองว่า นายกฯ ชี้แจงไม่ตรงกับคำถามที่ถูกตั้งประเด็นไว้ โดยภาพรวมแล้วมองว่าพรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่เท่ากับมาตรฐานที่ผ่านมา แต่รัฐบาลที่ถือว่าตนเองมีเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ใช้ความได้เปรียบดังกล่าวเลี่ยงที่จะตอบคำถาม หรือชี้แจงในประเด็นที่อยากตอบเท่านั้น
"การอภิปรายของฝ่ายค้านรอบนี้ ถือว่าได้ทำสำเร็จ ในแง่ของการสร้างความคลุมเครือ และป้ายความไม่โปร่งใสให้กับรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลควรสลัดภาพนี้ออกไปให้ได้ ด้วยการไม่ดื้อ นำประเด็นท้วงติงทั้งที่ได้จากฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำมาแก้ไข"



