
รัฐบาลแพ้ทางยุทธศาสตร์เสธ.อ้าย
เสธ.อ้ายแพ้หรือชนะ แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลแพ้ทางยุทธศาสตร์ไปครึ่งตัวแล้ว : บทความพิเศษ โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ www.oknation.net/blog/nunrimfar
การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามนั้น ประชาชนนับแสนๆ คนพร้อมที่จะออกมาร่วมชุมนุมอยู่แล้ว ถ้าทางแกนนำสามารถบอกต่อประชาชนให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรเมื่อประชาชนมากันเป็นแสน แต่ถ้าไม่บอก ประชาชนบางส่วนก็จะไม่ออกมาร่วมชุมนุม โดยเปลี่ยนไปใช้วิธีเฝ้าดูอยู่ทางบ้านแทน ส่วนทางรัฐบาลก็รู้แน่ชัดว่า ประชาชนจะออกมาร่วมชุมนุมนับแสนๆ คนค่อนข้างแน่นอน ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้น รัฐบาลจะตกอยู่ในภาวะที่เสื่อมศรัทธาต่อประชาชนอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังจะทำให้ม็อบจุดติดขยายตัวไปได้อีกในอนาคต ดังนั้นปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมของรัฐบาลจึงเกิดขึ้น ผ่านการดำเนินงานของ “ตำรวจ” 3 ประเด็น คือ
1.ทำให้การเข้ามาชุมนุมในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบากยากเย็น
-ในพื้นที่ต้นน้ำของผู้คนที่จะเข้ามากรุงเทพฯ ก็ถูกทั้งผู้ว่าฯ, นายอำเภอ, เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงไปพูดคุยเชิงข่มขู่ ราวกับว่าการเข้ามากรุงเทพฯ นั้น เป็นเรื่องใหญ่โต บางแห่งนายอำเภอถึงกับควักเงินจัดเลี้ยงชาวบ้านเลย
เมื่อการเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบากยากเย็น คนในต่างจังหวัดที่ตั้งใจมาหลายหมื่นคนก็ท้อใจ เลยคิดว่าไม่มาก็ไม่เป็นไร คนที่มาน่าจะเยอะแล้ว ต่างคนต่างก็ถอยไป
-มีการตั้งด่านตรวจตลอดเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ราวกับเกิดสงคราม จังหวัดไกลๆ หน่อยก็โดนเข้าไป 10 กว่าด่าน เป็นด่านที่มีเจตนาตรวจแบบถ่วงเวลา ขนาดคนขับรถโดยสารคนหนึ่งต้องบอกกับตำรวจว่า “ผมถูกตรวจฉี่มา 3 ด่านจนไม่มีให้ตรวจแล้วครับ” รถโดยสารที่จะเหมาเข้ากรุงเทพฯ ก็ถูกข่มขู่ ต้องยกเลิกไปเป็นจำนวนมาก ผู้คนนับหมื่นไม่รู้จะเข้ามากรุงเทพฯ ได้อย่างไร ก็เลยไม่เข้ามา
-ทางฝ่าย รปภ.ของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามได้มีการพูดคุยกับทางตำรวจ ตกลงว่าเส้นทางหลักในการชุมนุมคือแนวถนนราชดำเนิน ส่วนเส้นทางเข้าการชุมนุมคือถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล 2 เลนและวัดเบญจมบพิตร แต่เมื่อมีการชุมนุมกันจริงๆ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดถนนราชดำเนินและเส้นทางเข้าออกทั้งหมด เหลือไว้ที่วัดเบญจมบพิตรและเส้นทางเล็กๆ ทาง พล.1 รอ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตำรวจผิดสัญญากับกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม มีเจตนาจะทำให้ประชาชนเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมได้ลำบากมากขึ้น
2.การทำให้พื้นที่ชุมนุมดูเสมือนจะมีอันตราย ไม่ปลอดภัย
-การระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเกินกว่าความจำเป็น ทำเสมือนกับจะเกิดความรุนแรงขึ้น นอกจากนั้นฝ่ายรัฐบาลหลายคนยังให้สัมภาษณ์เตือนประชาชนไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมเพิ่มเติมขึ้นอีก
-เมื่อเริ่มการชุมนุมก็มีการใช้แก๊สน้ำตาไล่ผู้ชุมนุมทันที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมให้ผู้ชุมนุมรื้อย้ายแท่นหินออก พอนำรถเข้ามาก็เริ่มใช้แก๊สน้ำตาแล้วปิดล้อมผู้ชุมนุมไว้ภายใน ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ผู้ชุมนุมนำแท่นหินออกก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น
-เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายมีลักษณะยั่วยุผู้ชุมนุมทั้งคำพูดและการแสดงกิริยาท่าทาง ซึ่งไม่เคยมีการกระทำดังนี้มาก่อนในการชุมนุมทุกๆ ครั้ง
-การใช้แก๊สน้ำตาต่อเป้าหมายของกลุ่มสมณะโพธิรักษ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นการยั่วยุและแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่า ต้องการขยายเรื่องไปสู่ความรุนแรงอีกกรณีหนึ่ง
3.การสร้างพื้นที่อันตรายสำหรับการชุมนุม
มีพื้นที่ 3 แห่งที่ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถตรวจสอบได้ คือ ทำเนียบรัฐบาล, บช.น. และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่แบบลับๆ ล่อๆ เมื่อมืดค่ำลงไม่มีใครรับประกันได้ว่า “ความรุนแรงจากการใช้อาวุธสงครามจะไม่เกิดขึ้น” จากกลุ่มบุคคลในพื้นที่เหล่านั้น
จำนวนยอดผู้ชุมนุมภายในพื้นที่ลานพระรูปประมาณ 3 หมื่นคน อยู่ในสภาพที่แออัดยัดเยียดแล้ว ส่วนผู้ชุมนุมที่อยู่นอกพื้นที่อีกประมาณ 1 หมื่นคน และกำลังทยอยเข้ามาอีกเป็นหมื่นๆ คนทั้ง 2 พื้นที่ถ้าจะปล่อยให้ประชาชนชุมนุมอยู่ต่อไปในลักษณะนี้ ผู้ชุมนุมจะต้องเสี่ยงต่อการถูกใช้อาวุธสงครามทำร้ายค่อนข้างแน่นอน โดยตั้งสมมุติฐานการใช้แก๊สน้ำตาทำร้ายสมณะโพธิรักษ์ในตอนบ่าย สาเหตุเหล่านี้ เสธ.อ้าย จึงยอมยกเลิกการชุมนุม ทั้งๆ ที่ผู้ร่วมชุมนุมอีกนับหมื่นกำลังทยอยเข้ามา
อย่างไรก็ตาม แม้ม็อบ เสธ.อ้าย จะยุติลงไปแล้ว แต่ก็ทิ้งสิ่งที่ดีๆ หลายประการไว้ให้แก่ประเทศชาติของเราครับ เช่น
-ทำให้คนในรัฐบาล, ทหาร, ตำรวจ และประชาชนทุกฝ่ายรู้ข้อมูลที่จะเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างใหญ่หลวง คือ การกระทำที่ก้าวล่วงไปกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่ทหารหรือคนในรัฐบาลเองก็คงไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
-ทำให้ประชาชนรู้ว่า ในปัจจุบันทหาร, ตำรวจหลายคนรักเงินมากกว่ารักชาติ
-ทำให้รัฐบาลรู้ตัวว่า ประชาชนยังจับจ้องเฝ้ามองดูรัฐบาลในหลายๆ เรื่อง เช่น พ.ร.บ.ปรองดอง, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น อย่าทำเรื่องแบบนี้อีกขึ้นมาอีก ถ้าไม่ต้องการให้เกิดการชุมนุมขึ้นมาอีก
-ประชาชนจะระมัดระวังการเกิดรัฐตำรวจมากขึ้นอีกและขาดความรัก, ความศรัทธาต่อตำรวจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาย้อนกลับไปหาตำรวจเองในที่สุด และผมเชื่อว่า การชุมนุมต่อไปของกลุ่มประชาชนจะไม่ยอมให้ตำรวจมาล้อมปราบอีกแน่นอน ม็อบ เสธ.อ้ายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำให้คุณยิ่งลักษณ์กลายเป็น “ทรราช” ไปครึ่งตัวแล้วครับ
นี่คือคุณค่าจากการชุมนุมที่ เสธ.อ้าย ทิ้งไว้ให้แก่ประชาชนครับ วันนี้คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย ดาวยังพร่างพรายที่ขอบฟ้าอยู่ ไม่ได้ตกไปไหน ผมว่า เสธ.อ้าย ชนะครับ



