ข่าว

ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สนุก

ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สนุก

29 พ.ย. 2555

ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สนุก : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             เข้าใจว่า เมื่องานชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คงจะจบลงไปแล้ว

             แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะว่า (1) มีการเลื่อน-ขยายวันออกไปเรื่อยๆ อยู่แล้วในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

             เพราะว่า (2) ยังมีการอภิปรายของวุฒิสมาชิกต่ออีก จนบางทีอาจจะสามารถมองได้ว่า รัฐบาลนั้นรับศึกการซักฟอกเป็นมหกรรม นับตั้งแต่วุฒิสภาในสัปดาห์ที่แล้ว ม็อบเสธ.อ้าย พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภา (ไม่นับบทความของทีดีอาร์ไอที่โต้กับอาจารย์นิธิ เรื่องการจำนำข้าว และการเปลี่ยนแปลงในสภาอุตสาหกรรม)

             อย่างไรก็ดี ความจริงเรื่องนี้ ผมก็พูดทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อมีอีกก็ต้องพูดอีกเป็นธรรมดา

             โดยต้องการตั้งคำถามสำคัญสองประการ

             ประการแรกคือ บทบาทหน้าที่และสถานะของการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ตรงไหนในการเมืองไทย

             ประการที่สองคือ แล้วถ้าเราจะดูให้สนุกแล้วส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยแล้ว เราจะชมกันอย่างไร

             ในประการแรก ผมคิดว่า เรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ตอนนี้ความจริงก็ถูกทำให้ลดบทบาทลงไปเยอะ เพราะว่าเกิดกระแสที่ "เอาจริงเอาจัง" กับการเมืองมากเสียจนมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถ้าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องมาโกหกกันนั้น ก็ควรจะต้องยื่นถอดถอนเสียด้วย

             และในอีกทางหนึ่ง จะได้ไม่ต้องมาเชื่อว่าพวกมากก็ต้องลากไป

             ดังนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาเสียด้วยก็คือ แล้วถ้าไปกล่าวหาเขาแล้วเสียหาย หนึ่งก็มีการคุ้มครองด้วยอภิสิทธิ์สภาอยู่จริง แต่ในอีกทางหนึ่งก็ควรจะมีกลไกจัดการกลับได้ด้วยว่าไปฟ้องเขาแล้วเขาบริสุทธิ์ ทั้งที่ความเสียหายในการกล่าวหานั้นมีไปแล้ว

             นอกจากนั้น อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในอดีตนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ไม่ได้มีระบบเหตุผลขนาดนี้ก็ยังทำหน้าที่ได้ โดยจะต้องดูบริบทด้วยว่า เดิมนั้นหน้าที่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นอยู่ในบริบทที่ว่าด้วยเรื่องของรัฐบาลผสม ที่ทำให้เกิดการต่อรองอำนาจของพรรคการเมืองพรรคขนาดกลางในทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

             และเหนือจากเรื่องนั้น เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ มีสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลมาก่อน แล้วก็ทำหน้าที่กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล ดังกรณี ซีทีเอกซ์ และ กรณี ส.ป.ก. เป็นต้น

             ในประการที่สอง ผมคิดว่าเราควรจะความเข้าใจว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เป็นเรื่องของการถกเถียงกันในเรื่องของนโยบาย และจุดยืนทางอุดมการณ์ มากกว่าเรื่องของการทุจริตจริง เพราะว่าการทุจริตจริงนั้นก็ไปว่ากันในองค์กรอิสระ และศาล ตามที่มีการระบุให้มีการยื่นถอดถอน และมีการส่งเรื่องได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

             การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นการลดความชอบธรรมของรัฐบาล และชี้ให้เห็นความแตกต่างในเรื่องของจุดยืนทางนโยบาย ซึ่งเมื่อชมแล้วก็ต้องพิจารณาว่า ฝ่ายค้านนั้นทำได้ในสองลักษณะหรือไม่ คือการวิจารณ์ และการเสนอทางเลือกที่ดีกว่า เพราะเพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์นั้น สุดท้ายประชาชนอาจจะยังให้โอกาสรัฐบาลต่อไป ด้วยคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าไม่มีก็อาจเป็นได้ หรืออาจมองว่าเป็นเรื่องของระดับปฏิบัติการมากกว่าระดับนโยบาย

             แต่อย่าไปคิดว่า อภิปรายเรื่องนี้แล้วยังไงสภาก็ยกมือให้ผ่าน เพราะเป็นเผด็จการรัฐสภา เพราะเรื่องใหญ่ก็คือ เรามีกลไกอิสระเพื่อตรวจสอบเรื่องการโกงอยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่สภาจึงเป็นพื้นที่การถกเถียงในระดับจุดยืนและนโยบายเสียมากกว่า