ข่าว

'ปู'ขอบคุณ'ส.ส.-ส.ว.'โหวตไว้วางใจ

'ปู'ขอบคุณ'ส.ส.-ส.ว.'โหวตไว้วางใจ

28 พ.ย. 2555

'นายกฯ' ขอบคุณ 'ส.ส.-ส.ว.' โหวตไว้วางใจรัฐบาล ลั่นเดินหน้าทำงานแก้ไขปัญหาประเทศต่อ ปัดตอบ 'ภูมิใจไทย' เข้าร่วมรบ.

                      28 พ.ย.55 เมื่อเวลา 17.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาว่า ก่อนอื่นคงต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางส.ส.และส.ว. รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเรียนว่าในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางนั้น ทุกอย่างเราพยายามที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆต่อไป และสิ่งที่การทำงานและข้อห่วงใยต่างๆนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้ ทุกอย่างถ้าเป็นข้อไหนที่เรานำมาพิจารณาได้เราก็ต้องการที่จะได้รับความร่วมมือและเปิดใจร่วมกัน และสิ่งต่างๆที่ต้องการให้รัฐบาลตรวจสอบก็ยืนยันว่าเราพร้อมที่จะตรวจสอบในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น รวมถึงข้อห่วงใยต่างๆ แต่บางอย่างที่เราได้รับมาข้อมูลอาจจะมีคลาดเคลื่อนก็คงจะให้เจ้าหน้าที่ในการขอรายละเอียดทั้งหมด เพื่อที่จะรวบรวมให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิด และจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

                      เมื่อถามว่า รัฐมนตรีที่ยังตอบคำถามไม่ครบถ้วนจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังชี้แจงอยู่ บางส่วนเราจะให้ชี้แจงเป็นรายกระทรวงไป เพื่อให้เกิดความกระจ่าง เพราะว่าข้อมูลบางอย่างอาจจะคลาดเคลื่อน ก็จะให้รัฐมนตรีลงไปทำรายละเอียด เพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชน และจะทำทุกวิถีทางในการที่ให้ข้อมูล และพร้อมที่จะนัดสื่อมวลชนในการที่จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

                      เมื่อถามว่า คะแนนไว้วางใจ 308 คะแนน ที่ได้รับมา มีจากพรรคภูมิใจไทยด้วย ถือว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงต้องอยู่ในดุลยพินิจของผู้ที่ให้คะแนน ก็คงจะฟังจากข้ออภิปรายว่าในการพิจารณาภาพรวมแล้วเห็นเป็นอย่างไร ก็ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียง และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ตนมีกำลังใจในการทำงานต่อไป เมื่อถามว่า มีสัญญาณให้พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ในการปรับครม.ครั้งหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างเพิ่งพูดเลยค่ะ เพิ่งจะจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจเอง

 

'นายกฯ'จี้'กิตติรัตน์-เผดิมชัย'ถกเอกชนรับมือค่าแรง 300

 

                      นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ว่า ต้องเรียนว่าอย่างแรกเรื่องค่าแรง 300 บาท เป็นการตกลงไตรภาคี และในส่วนของข้อขัดแย้งต่างๆ เราคงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงได้ แต่ในส่วนของบริษัทเอสเอ็มอีต่างๆ ที่มีผลกระทบจากมติครม.นั้น รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เราจะเข้ามาทำงานกับภาคเอกชนในการให้ความช่วยเหลือ เพราะว่าในส่วนของจังหวัดที่เราขึ้นเป็นเฟสแรก เราได้มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในกลุ่มตรงนี้เราก็จะนัดประชุมคณะกรรมการ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยกันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบว่าจะมีมาตรการอะไรในการช่วยเหลือดูแลบ้าง ซึ่งจะทำควบคู่กันไป

                      ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลได้เตรียมการรับมืออย่างไรกับปัญหาแรงงานที่อาจจะต้องมีการตกงานเพิ่มมากขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าภาพรวมไม่มีแรงงานตกลงงานหรอก เพราะว่าจริงๆแล้วภาพรวมวันนี้เราต้องการแรงงานที่มีฝีมือเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำไป ซึ่งตรงนี้ในส่วนของแรงงานก็คงจะปรับไปตามอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่เราต้องทำควบคู่ก็คือการที่เราจะทำอย่างไรให้ฝึกฝีมือแรงงานให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้น และบริษัทที่ใช้ฝีมือแรงงานจะได้คุณภาพและได้ผลิตกลับมา ขณะเดียวกันการที่จะเพิ่มเรื่องของแรงงานต่างชาตินั้น เราต้องทำให้ถูกกฎหมาย ให้เป็นระบบมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ปัญหาทั้งระบบอีกครั้งหนึ่ง ก็เรียนยืนยันในส่วนของมาตรการ 300 บาทนั้น รัฐบาลพร้อมรับข้อห่วงใย และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนที่มีผลกระทบ และเราจะช่วยกันดูว่าจะแก้ไขอย่างไรในแต่ละอุตสาหกรรม

                      เมื่อถามว่า ภาคอุตสาหกรรมแรงงานอาจจะแบกรับในการจ่ายค่าแรงไม่ไหว ทำให้นำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงาน รัฐบาลจะรับมืออย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วต้องบอกว่าทุกอย่างไปควบคู่กัน คือแรงงานสูงขึ้น สิ่งที่เราต้องทำคือต้องให้ผลผลิตมากขึ้น ขณะเดียวกันเราใช้เครื่องจักรเข้ามา เครื่องจักรก็ต้องเพิ่มผลผลิตได้ ขายของได้ ก็มีรายได้ ทุกอย่างก็ต้องไปควบคู่กันไป คงไม่มีใครลงทุนเครื่องจักรโดยที่ตัวเองไม่มีรายได้เพิ่ม ทุกอย่างก็มีการศึกษาโครงการอย่างคุมทุนอยู่แล้ว และการลงทุนต่างๆเรามีมาตรการในการส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมในการเพิ่มผลผลิต และเรื่องของการลดพลังงาน เรามีทุกมาตรการในการดูแล

 

'นายกฯ' ตอบ 'ส.ว.' แจงราคาข้าวไทยสูงกว่าชาติอื่น

 

                      น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยเริ่มจากเรื่องปัญหาการบรรจุแพทย์และพยาบาล โดยระบุว่า ยอมรับการบรรจุแพทย์พยาบาลในภาพรวมมีปัญหา เพราะตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมีการงดรับอัตราคนค่อนข้างมาก แต่เนื้องานก็ไม่ได้ลงลง จึงส่งปัญหาอัตราแรงงานในระบบราชการจนถึงขณะนี้ และการแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะปีต่อปี จึงต้องวางกรอบโครงใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา และสอดรับการการเป็นเมดิคัลฮับ เมื่อเกิดประชาคมอาเซียน รัฐบาลจึงให้หน่วยงาน ให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ.) สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดูแผนเรื่องคนทั้งหมดในระยะยาว ส่วนระยะสั้นกำลังจะพิจารณาว่าจะมีแนวทางอย่างไรให้จัดสรรงบประมาณบรรจุให้มากที่สุด โดยจะประสานกับกระทรวงสาธารณสุข และพบกับแพทย์พยาบาลที่มีปัญหาเพื่อหารือร่วมกัน

                      น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงมากทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม พลังงาน แม้กระทั่งคุณภาพชีวิตที่ไม่สมดุล สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือต้องสร้างความสมดุล ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ให้สอดรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น โดยในกรอบโครงนโยบายของรัฐบาลคือการคำนึงถึงการใช้จ่าย และสร้างประโยชน์ประเทศ เพิ่มรายได้กับประชาชน โดยคำนึงถึงรายจ่ายงบประมาณ การสร้างรายได้ และคำนึงถึงวินัยการคลัง ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ขยายโอกาสสำหรับอนาคตของประเทศ

                      ส่วนนโยบายการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยืนยันว่านโยบายดังกล่าวทำให้เกษตรมีรายได้ เป็นนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร ระบบรับจำนำจะช่วยยกระดับราคาข้าวไทย โดยที่เกษตรกรมีทางเลือก ที่จะขายข่าวในช่องทางที่ดี โดยขณะนี้ราคาข้าวเปลือกไทยสูงขึ้น8% เกษตรกรไทยมีกำลังซื้อมากขึ้น นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอย หมุนเวียน ทั้งนี้ข้อมูลจากหอการค้าไทย กรมการค้าต่างประเทศ ระบุตัวเลขส่งออกข้าวอยู่ที่ 5.7ล้านตัน รองจากอินเดีย เวียดนาม โดยราคาขายข้าวของไทยอยู่ที่679เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่น หรือคิดเป็น 3,897ล้านเหรียญสหรัฐจากทั้งหมด ส่วนการป้องกันการทุจริต ยืนยันว่ารัฐบาลมีมาตรการป้องกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานมีการทำงานเป็นขั้นตอน มีคณะกรรมการที่มีภาคประชาชนเป็นองค์ประกอบมากขึ้น

                      น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลมีงบแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2ล้านล้าน บาท เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ในแหล่งท่องเที่ยว เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค ทั้งนี้จุดแข็งของไทยคือจุดเชื่อมต่ออาเซียน ซึ่งจากความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชนที่ทำงานร่วมกันในช่วงวิกฤติ ทำให้ตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจจากที่ติดลบ 8.9 เมื่อทำงานอย่างเคร่งครัด ในไตรมาศ 2 ของปีนี้จึงขึ้นมาอยู่ที่ 4.4 และถ้าไตรมาศที่ 3 หากมีการปรับการส่งออก และเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และจึงเสริมภาคเอกชนให้แข่งขันได้