
ขอคืนเงินรถคันแรกทะลุ5.5แสนคัน
ผู้ซื้อรถคันแรกแห่ยื่นขอเงินคืนทะลักกรมสรรพสามิต ยอดพุ่งวันละ 800 ราย ล่าสุดตัวเลขทะลุเพดาน 5.5 แสนคัน คาดรัฐต้องควักกระเป๋าเพิ่มงบอีกหมื่นกว่าล้านบาท
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนมายื่นขอใช้สิทธิในโครงการคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรกตามนโยบายของรัฐบาลเป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 800 ราย ส่งผลให้ตัวเลขจนถึงปัจจุบันมียอดขอใช้สิทธิในโครงการดังกล่าวจำนวน 5.5 แสนคัน สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าจะมีจำนวนประมาณ 5 แสนคัน และเชื่อว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายการยื่นขอใช้สิทธินั้น น่าจะมียอดเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง ที่ประเมินไว้น่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 6 แสนคันอย่างแน่นอน
“ตัวเลขยื่นขอใช้สิทธิในการขอคืนภาษีรถคันแรกมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ได้รับการส่งมอบรถและเอกสารครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่จองไว้ช่วงกลางปี อีกทั้งในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการจัดงานมหกรรมยานยนต์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ก็น่าจะกระตุ้นการตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง เพราะมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมา นอกเหนือจากการที่กรมคืนเงินเข้าบัญชีให้เห็นจริงว่า หากซื้อรถคันแรกได้รับเงินคืนแน่นอน อาจทำให้หลายคนอยากใช้สิทธิ” นายสมชาย กล่าวและว่า ขณะนี้กรมเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้ประมาณ 28 คน เพื่อให้บริการประชาชนเต็มที่ รวมทั้งวันสุดท้ายที่เปิดให้ยื่นด้วย
อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิขอคืนเงินรถคันแรกที่เกินเป้าหมายไปเป็นจำนวนมากหลักแสนคันนั้น จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ตั้งงบประมาณในโครงการดังกล่าวไว้สำหรับรถจำนวน 5 แสนคัน คิดเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ก็อาจจะใช้เงินเพิ่มเป็น 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่น่าจะเป็นปีงบประมาณ 2557 เป็นต้นไปมากกว่าถึงจะครบกำหนด 1 ปี และจ่ายเงินจริง
สำหรับปีงบประมาณ 2556 นั้น คาดว่าจะมีรถยนต์คันแรกครบตามระยะเวลา 1 ปี และได้รับเงินคืนจากรัฐบาลประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว 7.5 พันล้านบาท และกรมบัญชีกลางได้ขอตั้งงบเพิ่มแล้วอีก 1 หมื่นล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2557 อาจจะต้องตั้งงบเพิ่มอีก 2 หมื่นกว่าล้านบาท ต้องรอดูตัวเลขที่ยื่นใช้สิทธิจริงสิ้นปีนี้ก่อน
ส่วนการคืนเงินรถคันแรกไปแล้วและรวมตัวเลขงวดล่าสุด ในงวดวันที่ 5 ธันวาคมนี้ จะมีจำนวนทั้งสิ้น 2.3 หมื่นราย คิดเป็นเงิน 1.8 พันล้านบาท ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วงแรกๆ การคืนเงินรถคันแรกอาจมีความล่าช้าไปบ้าง เพราะมีผู้ใช้สิทธิจำนวนหนึ่งยื่นบัญชีธนาคารที่ให้โอนเงินเข้าเป็นอีกรายชื่อหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับชื่อเจ้าของรถคันแรก ซึ่งตามหลักการแล้วถือว่าผิดเงื่อนไข จึงต้องมีการแก้ไขบัญชีใหม่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อที่ถูกยืมใช้สิทธิซื้อรถ แต่ชื่อเจ้าของบัญชีเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงก็ได้ โดยหากเป็นการยืมชื่อคนอื่นก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ เชื่อว่าส่วนนี้น่าจะมีจำนวนไม่น้อย แต่กรมจะเข้าไปตรวจสอบหลังจากคืนเงินไปแล้วมากกว่าเมื่อครบปีแล้วมีการขายเปลี่ยนมือหรือไม่



