ข่าว

ควันหลงม็อบเสธ.อ้าย

ควันหลงม็อบเสธ.อ้าย

27 พ.ย. 2555

ควันหลงม็อบเสธ.อ้าย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

               ก่อนอื่นก็ขอแสดงความรู้สึกโล่งอกที่ทุกอย่างจบลงโดยไม่ถึงขั้นเสียชีวิต
 
               แม้ว่าจะมีการบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย...
 
               เรื่องม็อบเสธ.อ้ายนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาและระลึกไว้เป็นบทเรียนอยู่ในหลายๆ เรื่อง
 
               เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ สังคมประชาธิปไตย จะปล่อยให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ขัดหรือเป็นการล้มล้างได้หรือไม่ เพราะเสธ.อ้ายท่านก็พูดเรื่องนี้ชัดเจนว่า ท่านไม่ได้มีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้ง
 
               คำตอบเรื่องนี้คงต้องแบ่งเป็นสองเรื่องย่อย เรื่องที่หนึ่งก็คือ สำหรับผมนั้น สังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นสังคมที่มีจุดเด่นคือ เป็นสังคมที่ปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นที่สามารถขัดหรือล้มล้างประชาธิปไตยได้
 
               แต่ถ้าจะเกิดการเตรียมการถึงขั้นการใช้กำลังอาวุธในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้น เห็นจะไม่ได้
 
               ดังนั้นการไปพยายามฟ้องร้องดำเนินคดีกับเสธ.อ้ายในฐานะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมคิดว่า ยิ่งทำจะยิ่งเป็นการรังแกกัน หากหลักฐานที่จะโยงถึงการใช้กำลังล้มล้างนั้นไม่ได้มีอยู่
 
               ทางออกในเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การตั้งหลักและภูมิใจว่ามีแต่ระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งมิใช่หรือครับ ที่อดทนกับเสธ.อ้ายได้ และการอดทนกับเสธ.อ้ายนั้น ก็อดทนด้วยความเคารพในฐานะที่เสธ.อ้ายเป็นพลเมืองในสังคมเสรีที่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่อีกด้วย (เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดคนแรก นักวิชาการหลายๆ ท่านก็พูดครับ) เรื่องที่สอง คือ เงื่อนไข ความจำเป็น และความเป็นจริง ในการออก พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ที่มีการชุมนุม
 
               คำตอบก็คือ เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนอยู่สูง และต้องทำความเข้าใจร่วมกัน
 
               กล่าวคือ รัฐบาลใช้เงื่อนไขสองข้อในการออกกฎหมายนี้ หนึ่งคือ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย และสองคือ เงื่อนไขทางการข่าว ว่าจะมีการทำโน่นทำนี่
 
               ส่วนฝ่ายที่ชุมนุมก็อ้างว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
 
               ประเด็นก็คือ เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร?
 
               คำตอบคือ ประการแรก ความเป็นมาของกฎหมายนั้นๆ เป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้กับคนที่เห็นต่างกับรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะออกมาในสมัยหลังรัฐประหาร ลงนามโดย พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์   นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ดังที่ปรารภไว้ในท้าย พ.ร.บ. (พื้นที่ไม่พอ ขอไม่ลงในนี้นะครับ เอาไว้ในเนชั่นสุดสัปดาห์จะลงให้นะครับ)
 
               ประการที่สอง ผมคิดว่า ประเด็นหลักอยู่ที่การกระชับอำนาจของรัฐบาลมากกว่า เพราะการออกกฎหมายนี้ทำให้รัฐบาลสามารถสร้างเอกภาพในการบังคับบัญชา หรือพูดง่ายๆ ว่า ในทางการเมืองนั้น ก็คือการเอาทหารมานั่งรับผิดชอบในหน่วยงานที่ทำงานตาม พ.ร.บ.นี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหมือนกับกรณีสมัยรัฐบาลสมชาย ที่ทหารออกไปให้สัมภาษณ์ที่โทรทัศน์ให้รัฐบาลลาออก
 
               มองอีกทางก็เห็นว่า เงื่อนไขหนึ่งในการชุมนุมก็คือ การส่งสารเข้าไปที่ทหาร
 
               ประการที่สาม สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังก็คือ การประกาศกฎหมายดังกล่าวนั้น ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็เป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรจะต้องตั้งหลักให้ชัดว่า แม้ว่าจะมีกฎหมายความมั่นคงก็ยังสามารถชุมนุมได้ แต่จะต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องของการมีอาวุธและเรื่องอื่นๆเพื่อยืนยันหลักการการชุมนุมโดยสงบและสันติ
 
               เพราะต้องรำลึกไว้เสมอว่า จุดเปราะบางของการประกาศกฎหมายดังกล่าวคือ การสร้างภาพว่าผู้ชุมนุมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเช่นกัน ซึ่งอย่าลืมว่า ในแง่ของ "จังหวะ" นั้น ตราบใดที่ความรุนแรงยังไม่เกิดขึ้น ผู้ที่ไปประกาศกฎหมายนั้นย่อมอยู่ในภาวะที่จะต้องตั้งรับต่อการวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน
 
               ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลนั้นเมื่อเป็นรัฐบาลก็คือต้องเป็นรัฐบาลของทุกคน และต้องเป็นรัฐบาลของคนที่สงสัยและกล่าวหาเราด้วย ดังนั้นท่าทีของผู้สนับสนุนรัฐบาลกับท่าทีของรัฐบาลนั้น ต้องไม่เหมือนกัน เพราะรัฐบาลต้องคำนึงถึงคนทุกคน และต้องคำนึงด้วยว่า แม้ว่าตนมีอำนาจในการออกกฎหมาย แต่ก็ต้องอยู่ในสถานะที่ต้องถูกสงสัยและตรวจสอบเสมอครับควันหลงม็อบเสธ.อ้าย  : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

                

                
               ก่อนอื่นก็ขอแสดงความรู้สึกโล่งอกที่ทุกอย่างจบลงโดยไม่ถึงขั้นเสียชีวิต
 
               แม้ว่าจะมีการบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย...
 
               เรื่องม็อบเสธ.อ้ายนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาและระลึกไว้เป็นบทเรียนอยู่ในหลายๆ เรื่อง
 
               เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ สังคมประชาธิปไตย จะปล่อยให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ขัดหรือเป็นการล้มล้างได้หรือไม่ เพราะเสธ.อ้ายท่านก็พูดเรื่องนี้ชัดเจนว่า ท่านไม่ได้มีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้ง
 
               คำตอบเรื่องนี้คงต้องแบ่งเป็นสองเรื่องย่อย เรื่องที่หนึ่งก็คือ สำหรับผมนั้น สังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นสังคมที่มีจุดเด่นคือ เป็นสังคมที่ปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นที่สามารถขัดหรือล้มล้างประชาธิปไตยได้
 
               แต่ถ้าจะเกิดการเตรียมการถึงขั้นการใช้กำลังอาวุธในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้น เห็นจะไม่ได้
 
               ดังนั้นการไปพยายามฟ้องร้องดำเนินคดีกับเสธ.อ้ายในฐานะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมคิดว่า ยิ่งทำจะยิ่งเป็นการรังแกกัน หากหลักฐานที่จะโยงถึงการใช้กำลังล้มล้างนั้นไม่ได้มีอยู่
 
               ทางออกในเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การตั้งหลักและภูมิใจว่ามีแต่ระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งมิใช่หรือครับ ที่อดทนกับเสธ.อ้ายได้ และการอดทนกับเสธ.อ้ายนั้น ก็อดทนด้วยความเคารพในฐานะที่เสธ.อ้ายเป็นพลเมืองในสังคมเสรีที่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่อีกด้วย (เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดคนแรก นักวิชาการหลายๆ ท่านก็พูดครับ) เรื่องที่สอง คือ เงื่อนไข ความจำเป็น และความเป็นจริง ในการออก พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ที่มีการชุมนุม
 
               คำตอบก็คือ เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนอยู่สูง และต้องทำความเข้าใจร่วมกัน
 
               กล่าวคือ รัฐบาลใช้เงื่อนไขสองข้อในการออกกฎหมายนี้ หนึ่งคือ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย และสองคือ เงื่อนไขทางการข่าว ว่าจะมีการทำโน่นทำนี่
 
               ส่วนฝ่ายที่ชุมนุมก็อ้างว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
 
               ประเด็นก็คือ เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร?
 
               คำตอบคือ ประการแรก ความเป็นมาของกฎหมายนั้นๆ เป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้กับคนที่เห็นต่างกับรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะออกมาในสมัยหลังรัฐประหาร ลงนามโดย พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์   นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ดังที่ปรารภไว้ในท้าย พ.ร.บ. (พื้นที่ไม่พอ ขอไม่ลงในนี้นะครับ เอาไว้ในเนชั่นสุดสัปดาห์จะลงให้นะครับ)
 
               ประการที่สอง ผมคิดว่า ประเด็นหลักอยู่ที่การกระชับอำนาจของรัฐบาลมากกว่า เพราะการออกกฎหมายนี้ทำให้รัฐบาลสามารถสร้างเอกภาพในการบังคับบัญชา หรือพูดง่ายๆ ว่า ในทางการเมืองนั้น ก็คือการเอาทหารมานั่งรับผิดชอบในหน่วยงานที่ทำงานตาม พ.ร.บ.นี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหมือนกับกรณีสมัยรัฐบาลสมชาย ที่ทหารออกไปให้สัมภาษณ์ที่โทรทัศน์ให้รัฐบาลลาออก
 
               มองอีกทางก็เห็นว่า เงื่อนไขหนึ่งในการชุมนุมก็คือ การส่งสารเข้าไปที่ทหาร
 
               ประการที่สาม สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังก็คือ การประกาศกฎหมายดังกล่าวนั้น ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็เป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรจะต้องตั้งหลักให้ชัดว่า แม้ว่าจะมีกฎหมายความมั่นคงก็ยังสามารถชุมนุมได้ แต่จะต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องของการมีอาวุธและเรื่องอื่นๆเพื่อยืนยันหลักการการชุมนุมโดยสงบและสันติ
 
               เพราะต้องรำลึกไว้เสมอว่า จุดเปราะบางของการประกาศกฎหมายดังกล่าวคือ การสร้างภาพว่าผู้ชุมนุมมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเช่นกัน ซึ่งอย่าลืมว่า ในแง่ของ "จังหวะ" นั้น ตราบใดที่ความรุนแรงยังไม่เกิดขึ้น ผู้ที่ไปประกาศกฎหมายนั้นย่อมอยู่ในภาวะที่จะต้องตั้งรับต่อการวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน
 
               ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลนั้นเมื่อเป็นรัฐบาลก็คือต้องเป็นรัฐบาลของทุกคน และต้องเป็นรัฐบาลของคนที่สงสัยและกล่าวหาเราด้วย ดังนั้นท่าทีของผู้สนับสนุนรัฐบาลกับท่าทีของรัฐบาลนั้น ต้องไม่เหมือนกัน เพราะรัฐบาลต้องคำนึงถึงคนทุกคน และต้องคำนึงด้วยว่า แม้ว่าตนมีอำนาจในการออกกฎหมาย แต่ก็ต้องอยู่ในสถานะที่ต้องถูกสงสัยและตรวจสอบเสมอครับ