
มนต์เสน่ห์ผ้าทอกะเหรี่ยง
มนต์เสน่ห์ผ้าทอกะเหรี่ยง
สีสันสดใสผ่านขั้นตอนการทอมาอย่างละเอียด จนกลายเป็นผ้าทอชนเผ่าอย่างสวยงาม เรียกสายตาชาวพื้นราบให้หยุดนิ่งมานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปเยือนบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีติดชายแดน-ไทยพม่า ทอดพระเนตรผ้าทอลายพื้นเมืองของชาวเขาที่มาเฝ้าฯ จึงมีพระราชดำรัสให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมต่อยอดผ้าเหล่านั้น เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีพระราชดำรัสให้นำมาจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า
จวบจนวันนี้การต่อยอดดังกล่าวก้าวหน้ามากขึ้น กระแสตอบรับที่นำมาจำหน่ายก็มีมากขึ้น กสอ.จึงได้จัดงานโชว์ศักยภาพผ้าทอกะเหรี่ยง ชูจุดขาย “กะเหรี่ยงโกอินเตอร์” ภายใต้แนวคิด “จากภูมิปัญญาแผ่นดิน สู่การทำกินที่พอเพียง” โดยในงาน ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานเปิดงานที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 2 สยามพารากอน กล่าวว่า ได้มีการต่อยอดนับจากพระราชดำรัสในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งเพื่อให้ราษฎรกะเหรี่ยงเกิดความตระหนัก ความรัก ความหวงแหน ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและวิถีแบบชีวิตดั้งเดิมไว้ ที่สำคัญเป็นการรักษาไว้ซึ่งศิลปะการทอผ้าด้วยกี่เอว ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแห่งเดียวในโลกให้สืบสานต่อไป ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาผ้าทอกะเหรี่ยงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
ในขณะที่ นฤมล โฉมดิลก ชาวเขาเผ่าปกากะญอ เล่าให้ฟังว่า ได้รวมตัวกันเพื่อสืบสานงานทอผ้ากะเหรี่ยงให้ดำรงอยู่ ซึ่งก็ผ่านการเรียนรู้มาสู่รุ่นต่อรุ่น และเชื่อว่าจะไม่หายจากไป ซึ่งแม้จะมีชาวปกากะญออยู่กันมาก แต่การทอผ้าและลวดลายการทอก็แตกต่างกันออกไป อย่างในกลุ่มของเธออยู่ที่บ้านซอโอ อ.พบพระ จ.ตาก ลาดลายของผ้าก็จะเน้นสีสันสดใส มีลวดลายทั้ง 6-7 ลาย และที่เน้นสีสันก็จะบอกให้รู้ว่าผู้ใส่มีสถานะในสังคมอย่างไรด้วย
“สีสันของผ้าทอจะแตกต่างกัน อย่างสีสดๆ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะทอใส่ ในขณะที่สาวๆ ยังไม่ได้แต่งงานก็จะทอผ้าสีขาว และถ้าแต่งงานแล้วก็จะเปลี่ยนสีเสื้อผ้าทันที ผ้าสีขาวก็จะส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานใช้ต่อไป โดยผ้าแต่ละผืนความยาวประมาณ 2 ศอกจะใช้เวลาทอประมาณครึ่งเดือน สำหรับคนที่ขยันและมีเวลาว่างจากการทำนาทำไร่ และถ้าเป็นวันพระใหญ่ หรือมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และแต่งงาน ผู้หญิงที่ทอผ้าก็จะถอดกี่ออกจากเอว ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีต ส่วนผ้าทอที่ทอแล้วเสร็จก็จะขายได้ราคาประมาณ 3,500 บาท ขึ้นอยู่กับลวดลาย ความละเอียด ความแน่นของลายด้วย ซึ่งในปีหนึ่งๆ จะได้เงินเพิ่มในครอบครัวเป็นหมื่นๆ บาทเลย” คุณแม่ลูกหนึ่งชาวปกากะญอ เล่าถึงวิถีการทอผ้า
ปิดท้ายที่ 2 สาวรุ่นใหม่ เนตรสาย สุขศรีพนา และ ศิวพร ยอดแก้วอธิฐาน ซึ่งกำลังเรียนรู้วิธีการทอผ้าต่อจากแม่และยาย กล่าวว่า เชื่อว่าการทอผ้าของชาวกะเหรี่ยงจะไม่สูญหาย เพราะที่โรงเรียนจะสอนให้ทอผ้าในชั้นมัธยม นักเรียนหญิงทุกคนต้องเรียน และต้องทอผ้าได้ แม้จะเป็นลายง่ายๆ ไม่ยากเพราะเด็กๆ ยังทำได้ไม่ดี ไม่สวยเหมือนแม่ เหมือนยาย ลายพวกนั้นยากมาก ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ แต่ก็มีบางคนทำได้
“การทอผ้าได้ความรู้นะ ต้องรู้ว่าผ้าที่ทอมาจากไหน ทออย่างไร ใช้สีอะไรย้อม จึงทำให้รู้จักพืชพรรณต่างๆ มากขึ้นเพราะเราต้องใช้สีจากธรรมชาติมาย้อมผ้า แต่ที่พวกเราถนัดจะเป็นการทอผ้าพื้นธรรมดา แล้วนำมาตัดเย็บเป็นย่ามหรือเป็นปกสมุด ตามที่ได้มีเจ้าหน้าที่มาสอน ถือว่าเป็นการสร้างรายได้อีกทาง ที่สำคัญเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและวิถีของพวกเรา ที่เชื่อว่าจะไม่จางหายไปอย่างแน่นอน” เนตรสาย แจงเป็นการปิดท้าย



