
'มาร์ค'อัดจำนำข้าวทำชาติเจ๊ง
'อภิสิทธิ์'ร่ายยาวชำเเหละ'ปู'ชี้กรณี'ชัจจ์-สุกำพล'ท้าทายภาวะผู้นำ เผยผลสำรวจเมืองผู้ดีเชื่อมั่นไทยอันดับรูด ถล่มจำนำข้าวทำชาติเจ๊งมโหฬาร-ปลุกบริษัทผีคืนชีพ
เมื่อเวลา 09.35 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันนี้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไปเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเป็นวันที่สอง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มอภิปรายว่า เป็นครั้งแรกที่มีประชาชนถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมานั่งฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะหากปิดกั้นพื้นที่ทางการเมืองเท่าไหร่ ความอึดอัดยิ่งมากเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ พวกเราถูกปรามาส สบประมาทเยอะว่า เอาข้อมูลสื่อมาตัดแปะ แต่เมื่อวันที่ 25พ.ย.ที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า ฝ่ายค้านทำงานละเอียด ศึกษาเอกสารราชการ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล หากท่านฟังเชื่อว่า ต้องคิดแล้วว่ารัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิกลก รมช.มหาดไทย สมัยเป็นรมช.คมนาคม และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ตอบชี้แจงต่อสาธารณะได้จริงหรือไม่ เป็นการท้าทายภาวะผู้นำ ขณะเดียวกันนายกฯต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นหัวใจของระบบรัฐสภา แทบไม่เคยเห็นนายกฯมาชี้แจงเลย ระยะหลังคนที่ท่านมอบหมายก็ไม่ค่อยมา ทั้งๆที่เวลาไปกล่าวที่ต่างประเทศ หรือวันที่ประชาชนจะมาชุมนุมบอกว่ายึดมั่นระบบรัฐสภา ท่านต้องทำตัวเป็นตัวอย่างก่อน หลังปิดสมัยประชุมนี้หวังนายกฯจะทบทวนท่าทีต่อการทำงานระบบรัฐสภา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนโชคดี ชนะเลือกตั้งมามีเสียงในสภามั่นคง ประเทศก็อยู่ในสถานะที่ดี ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ อัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น ไม่มีปัญหาว่างงาน สถานะการเงินการคลังแข็งแกร่ง ทำให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ และนายกฯโชคดีกว่าตนที่มีฝ่ายค้านที่ยึดถือผลประโยชน์ประเทศอย่างแท้จริง แต่วันนี้ที่ต้องอภิปรายเพราะการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯกำลังสร้างความเสียหายใหญ่หลวง เป็นความรับผิดชอบของนายกฯ จริงๆ วันนี้สภาพประเทศเป็นอย่างไร เจอทั้งปัญหาน้ำท่วม หนี้ท่วม ไฟใต้ท่วม แพงทั้งแผ่นดิน ความขัดแย้งในสังคมยังอยู่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเลวร้ายลง
"ดูผลสำรวจดัชนีความเจริญจากหน่วยงานในประเทศอังกฤษ ประเมินปี 2555 ใน 142 ประเทศ ปรากฏว่าไทยอยู่อันดับที่ 56 แยกเป็นด้านดี คือ ภาพรวมเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคม เราอยู่อันดับ 18-19 แต่เรื่องธรรมาภิบาล อยู่ที่ 64 การศึกษา-สาธารณสุข อยู่ที่ 70-71 สิ่งที่น่าตกใจ คือ ความมั่นคงในความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน อยู่ที่ 99 ขณะที่สิทธิเสรีภาพประชาชน อยู่ที่ 119 ทั้งที่เมื่อปี 2552 เราอยู่อันดับ 54 ปี 2553 ขยับมา 52 พอปี 2554 ขยับขึ้นมาที่ 45"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองพรรคเพื่อไทยกันบทบาทนายกรัฐมนตรีออกจากการแสดงความเห็น ไม่ให้ปะทะตอบโต้ เข้าใจว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้กันหลายที่เพื่อให้นายกฯลอยตัว แต่อีกมุม คือ การชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ ถ้าการลอยตัวทำให้ประเทศเสียหาย พวกตนก็ต้องอภิปราย เพราะบ้านเมืองกำลังเสียหายจากการบริหารในฐานะที่นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาล กรณีการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ที่มีระเบียบข้อกฎหมายกำกับอยู่แล้ว นายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะขั้นตอนสุดท้ายนายกฯต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ หน้าที่ตรงนั้นไม่ใช่หน้าที่ไปรษณีย์ นายกฯจะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้
"หรือปัญหาชายแดนภาคใต้ เข้าใจว่าคนเป็นนายกฯจะมาทำทุกเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งอยากเห็นคือผู้ที่มารับผิดชอบต้องชัดเจน จะเอารองนายกฯคนหนึ่ง หรือรัฐมนตรีอีกสักท่านลงไปดูเกาะติดพื้นที่ เคยมีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกฯ รับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็ปรับเขาออก แล้วไม่มีรองนายกฯคนไหนยอมมารับงานนี้เพราะเกี่ยงกัน"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายกฯกำลังนำพาประเทศไปสู่ความเสียหาย ได้แก่ 1.ข้าว วันนี้คนไทยข้าวไทยกำลังถูกทำลายอนาคต จากนโยบายรับจำนำข้าวที่ผิดพลาด เราอย่าหลงประเด็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ แต่ปัญหาจริงๆมาจากนโยบาย นายกฯจะนำพาประเทศด้วยนโยบายนี้ต่อไปไม่ได้ ในอดีตการจำนำข้าวเพื่อดึงข้าวที่ล้นตลาดออกมาจากตลาด โดยให้ราคาที่ต่ำกว่าทุน เมื่อราคาในตลาดดีขึ้นก็ให้ไปไถ่ถอน แต่วันนี้ถูกบิดเป็นโครงการซื้อโดยรัฐบาล แต่มาใช้ชื่อรับจำนำทุกเมล็ด เป็นการผูกขาดทำลายกลไกซื้อขายปกติ และทำลายกลไกการขายข้าว เรื่องทุจริตเกิดขึ้นตลอดทางแต่เป็นแค่ปลายเหตุ เพราะต้นทางอยู่ที่การออกนโยบายที่ออกแบบให้เกิดช่องทุจริต พวกตนเคยเตือนหรือแม้แต่ ปปช.ก็ทำหนังสือเตือนถึงนายกฯว่าสุ่มเสี่ยงเกิดทุจริต แต่ก็ยังเดินหน้า เมื่อรัฐบาลจะเป็นผู้ผูกขาดซื้อขายข้าวทั่วประเทศ ซื้อแพงขายถูก การขาดทุนเกิดแน่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า โครงการนี้ทำประเทศสูญเสียงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท กระทบต่อฐานะการเงินการคลัง และเศรษฐกิจ ปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 30 และเรายังต้องสูญเสียตลาด รวมถึงปัญหาคุณภาพข้าวซึ่งจะรุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญการทุจริตคอร์รัปชั่นมีแนวโน้มรุนแรง ทำกันทุกขั้นตอนทุกพื้นที่ เกษตรกรถูกโกงสารพัด แต่คนที่รับประโยชน์คือโรงสี คนกลางและนักการเมือง ขณะนี้ถนนทุกสายพุ่งเข้าหานักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ส่งออก นอกจากนี้รัฐบาลยังปกปิดการระบายข้าวโดยอ้างไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ไม่รู้ว่าเป็นจีเจี๊ยะ จีเจ๊ง จีเจ๊ จีจีน จีโจ๊ก หรือจีโกสต์ บริษัทผีคืนชีพ ที่ทำเป็นขบวนการโกงทั้งหมด
"ที่บอกว่าเกษตรกรจะขายข้าวได้ตันละ 15,000-20,000 บาท แต่ตรวจสอบพบว่าได้คืนคนละ 1,000 บาท หรือเกษตรกรที่เข้าโครงการทั้งหมดจะได้ผลประโยชน์เพียงครึ่งเดียว"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตัวเลขที่ได้จากหนังสือ"รู้ลึก รู้จริง จำนำข้าว"ซึ่งรัฐบาลทำชี้แจง ก็บอกชัดว่าชาวนาไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นการต้องสูญเสียเงินไปในการบริหารจัดการเรื่องข้าวจะใช้เงินทั้งโครงการ 5.78 แสนล้านบาท หากขายไปก็จะได้เงินกลับมาส่วนหนึ่ง แต่ดูข้อมูลแล้วพบว่าหากระบายได้ใน 3 ปี จะมีภาระเฉลี่ยปีละ 2.24 แสนล้านบาท เยอะแค่ไหน เรากำลังพูดถึงการขาดทุนแค่โครงการเดียว ซึ่งยังไม่เคยมีโครงการมาก่อนที่จะขาดทุนถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท และขณะนี้ข้าวในสต๊อกมีสูงถึง 37 ล้านตัน ทั้งที่ในอดีตมีเพียง 34 ล้านตัน ซึ่ง 3 ล้านตันมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่อยากให้นายกฯเพิกเฉยต่อการทุจริต เพราะนายกฯอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว(กนข.)
2.เรื่องมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลไม่มีมาตรการที่เป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาราคากลาง ที่จะเป็นจุดอุดช่องโหว่ทุจริต ซึ่ง ปปช.เสนอให้รัฐบาลออกประกาศและการคำนวณราคากลางผ่านทางเว็บไซต์ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปดูและตรวจสอบได้ว่าราคากลางเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ดำเนินการ กลับดึงเรื่องแล้วทำหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า จำเป็นต้องทำตามที่ ปปช.แนะนำหรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องทำตามที่ ปปช.เสนอ เพราะรัฐบาลมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับการประมูล เรื่องนี้รัฐบาลไม่ทำกลับไปทำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ หรืออี-อ๊อกชั่น แต่พอเห็น ปปช.ทำท่าว่าจะไม่ยอม สุดท้าย ครม.ก็ต้องออกมติเห็นชอบตามข้อเสนอแนะ ปปช. โดยอ้างนโยบายเห็นความสำคัญในการป้องปรามทุจริตคอร์รัปชั่น
"สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นงบไทยเข้มแข็ง ก็เปิดให้ประชาชนตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์ มีรายละเอียดโครงการ ภาพถ่าย สถานที่ ราคา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องโปร่งใส ใครก็เข้าไปดูข้อมูลได้ แต่เว็บไซต์รัฐบาลยุคนี้ที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม ไม่มีใครสามารถเข้าไปดูรายละเอียด เหตุนี้จึงทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจท่าน"นายอภิสิทธิ์ กล่าว



