
เคลื่อนไหวทางสังคม
เคลื่อนไหวทางสังคม : วิถียุติธรรม โดยชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
การเคลื่อนไหวทางสังคมมีได้หลายรูปแบบและหลากหลายวัตถุประสงค์ ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตยและเห็นว่าเป็นวิถียุติธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง หากการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้นมีวัตถุประสงค์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
สังคมไทยมีประสบการณ์กับการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองอยู่บ้าง และแต่ละครั้งให้บทเรียนกับสังคมแตกต่างกันไป บ้างเกิดการสูญเสียและบางครั้งเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ส่วนประกอบที่สำคัญของการเคลื่อนไหวทางสังคมคงหนีไม่พ้นประชาชน และน่าจะตีกรอบแคบมาถึงบทบาทของประชาชนในการขับเคลื่อนว่าจะส่งผลกระทบที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนอย่างไร
บทบาทในการแสดงออกของประชาชนที่ว่านี้ย่อมจะต้องสอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการตระหนักและเข้าใจถึงจิตวิญญาณรัฐธรรมนูญและความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยจึงน่าจะเป็นเสาหลักและแกนสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนทางสังคม นั่นหมายความว่าการขับเคลื่อนจะต้องเป็นไปตามจังหวะจะโคนของความเป็นประชาธิปไตย
เราน่าจะเห็นทิศทางใหม่ๆ ของการขับเคลื่อนทางสังคมที่ไม่ได้มุ่งโจมตีตัวบุคคล แต่เป็นการให้ความเป็นจริงกับสังคมด้วยข้อมูลสาธารณะที่เป็นจริง เป็นการให้ข้อมูลกับสังคมเพื่อการตัดสินใจในกรอบความคิดของการมีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐอยู่จะต้องมีความรับผิดชอบในการส่งเสริมกิจกรรมตามระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้โดยไม่พยายามปกป้องตนเองจนเกินไปและทำให้แลดูว่าใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ปกป้องตนเองให้พ้นจากการโจมตี
การขับเคลื่อนทางสังคมถือว่าเป็นกระบวนการของพัฒนาการประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้ กระบวนการนี้จึงมีความสำคัญที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ผ่านพ้นไปด้วยดีเพราะถือเป็นหลักการพื้นฐานของวิถียุติธรรมที่ทุกสังคมจะต้องดำเนินการร่วมกันให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย
ประชาชนที่เข้าร่วมในการขับเคลื่อนจะต้องรู้วัตถุประสงค์ของการดำเนินการ ควรจะต้องรับรู้และเข้าใจที่มาที่ไปของแกนนำในการขับเคลื่อนและต้องถือว่าเป้าหมายของการขับเคลื่อนมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อรับรู้สิ่งเหล่านี้ครบถ้วนแล้วจึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมในการขับเคลื่อน ดังนี้ก็จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
การสร้างวิถียุติธรรมในการขับเคลื่อนทางสังคมจึงถือว่าเป็นพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยด้วยและคงเป็นเพราะขณะนี้สังคมไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมโดยสงบออกมาเพื่อเป็นแม่แบบของวิถียุติธรรมในเรื่องนี้ จึงต้องถือว่าพัฒนาการของกระบวนการที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นประสบการณ์ให้การร่างกฎหมายเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนทำให้ไม่กล้าคิดว่าสังคมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งในแง่ของกระบวนการและเป้าหมายในการขับเคลื่อนทางสังคมและในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อส่งเสริมและควบคุมกระบวนการประชาธิปไตย แต่หากมองในแง่ดีทำให้เรามองเห็นช่องว่างของกระบวนการมากขึ้นไปกว่าเดิม
มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ และการย้อนกลับมาของประวัติศาสตร์จะเป็นไปในทางดีหรือร้าย ย่อมขึ้นอยู่กับว่า เรานำเอาบทเรียนมาทบทวนกันอย่างไร และใช้ความรุนแรงมาเป็นเครื่องมืออีกหรือไม่



