
ไทยร่วมวง'TPP'หวั่นเพื่อนบ้านแซงหน้า
ไทยกระโจนร่วมวง 'ทีพีพี' หวั่นตกขบวนเพื่อนบ้านแซงหน้า : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
การที่ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์จะเข้าร่วมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ระหว่างการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหลายประเด็น
ทั้งด้วยข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนนักเกี่ยวกับกรอบการเจรจา จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลศึกษาข้อดีข้อเสีย รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน และความไม่พร้อมในบางด้านของไทย ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ เพราะ "ทีพีพี" จะมีความเข้มข้นกว่าการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนทั่วไป
สำหรับจุดเริ่มต้นของ "ทีพีพี" มาจากข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2541 ที่ต้องการให้มีการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในลักษณะที่เป็นความตกลงการค้าที่ให้สิทธิพิเศษเฉพาะกลุ่ม
"บุญทรง" ย้ำเดินตามกรอบก.ม.ไทย
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาย้ำอย่างหนักแน่นว่า การแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวเป็นเหมือนการแสดงความสนใจเท่านั้น ซึ่งก่อนจะเข้าร่วมเจรจาจะต้องผ่านกระบวนการภายในประเทศทั้งหมดก่อน โดยการดำเนินการใดๆ ต่อกรณีนี้จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน และจะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งขั้นตอนก่อนการเสนอตามมาตรา 190 คือ การศึกษาถึงผลประโยชน์และผลกระทบในการเข้าร่วมเจรจา การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดทำร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อเสนอ ครม. และรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตราดังกล่าวต่อไป
กรณีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ไทยจะต้องแจ้งความจำนงการเข้าร่วมเจรจา และรอฉันทามติจากประเทศสมาชิก ทีพีพี ทั้ง 11 ประเทศ จึงจะมีการประกาศการเข้าร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการ จากนั้น ครม.แต่งตั้งหัวหน้าคณะเจรจา กำหนดกลยุทธ์ ท่าทีในการเจรจา และการเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่ขั้นตอนสรุปการเจรจา และประกาศใช้ความตกลงในที่สุด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ได้นั้น ต้องนำผลการเจรจาทั้งหมดเข้าเสนอ ครม.และรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนจะลงนาม
"ขั้นตอนในการจัดทำกรอบเจรจาทีพีพี คาดว่าจะใช้เวลานานอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนเสนอเข้ารัฐสภา 2 ปี โดยจะศึกษาผลประโยชน์และผลกระทบ 6 เดือนถึง 1 ปี เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน 6 เดือนถึง 1 ปี เมื่อได้ข้อสรุปก็จะจัดทำร่างกรอบการเจรจาความตกลง เพื่อเสนอ ครม.และรัฐสภาใช้เวลาอีก 4 เดือน" นายบุญทรงกล่าวและว่า ส่วนขั้นตอนรอประชามติจากสมาชิกทีพีพีคาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 เดือน ถึง 1 ปี จึงจะประกาศเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ขณะที่การเจรจาคาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปี และขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะมีผลบังคับใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
ชี้จุดดีเพิ่มขีดแข่งขันให้ไทย
ด้าน นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้า กล่าวว่า ทีพีพี ถือเป็นบันไดขั้นสูงสุดของการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) เมื่อเทียบกับเอฟทีเอ อื่นๆ ซึ่งทุกประเทศที่เข้าร่วมจะใช้เงื่อนไขที่ตกลงในกรอบนี้เหมือนกันหมด ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมแล้ว 11 ประเทศ การที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมนั้น ประโยชน์หนึ่งที่ได้รับคือ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะไทยจะต้องปัดกวาดบ้านให้สะอาด และต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้พร้อม ต้องปรับปรุงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
ขณะนี้ เวียดนาม สิงคโปร์ ได้เข้าร่วมแล้ว ส่วนมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ก็ประกาศจะเข้าร่วมแล้ว หากไทยล่าช้าก็จะยิ่งเสียเปรียบ เพราะในข้อตกลงนี้ การจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะต้องได้รับเสียงเป็นฉันทามติจากสมาชิกที่มีอยู่ก่อนจึงจะเข้าร่วมได้ หากประเทศใดไม่เห็นด้วยเพียงประเทศเดียวก็เข้าไปเป็นสมาชิกไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียประโยชน์นั้นมีบ้าง คือ ไทยอาจจะเจอกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่จะช่วยเป็นแรงผลักดันให้นักธุรกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น เพราะหากไทยไม่ปรับปรุงตัวเองเลย ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า จะแซงหน้าไทยแน่นอน
"การทำเอฟทีเอถือเป็นมาตรการผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลและเอกชนปัดฝุ่นตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้น มีกฎระเบียบที่โปร่งใส ซึ่งข้อตกลงที่ว่าจะช่วยบังคับให้ไทยต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนได้ ซึ่งหากนักลงทุนต้องการจะเข้ามาลงทุนก็ต้องมาลงทุนในไทย หากไทยไม่ปัดกวาดบ้านตัวเอง แม้จะเปิดการลงทุนเต็มที่ แต่ด้วยกฎระเบียบที่ไม่โปร่งใส เป็นอุปสรรค เขาก็ไม่สนใจ และจะหันไปลงทุนยังประเทศอื่นแทน" นางพิรมล กล่าว
--------------------
(ไทยกระโจนร่วมวง 'ทีพีพี' หวั่นตกขบวนเพื่อนบ้านแซงหน้า : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



