
แผนดับเชื้อไฟปฏิบัติการ'แก๊สน้ำตา'
แผน...ดับเชื้อไฟปฏิบัติการ...แก๊สน้ำตา : โต๊ะรายงานพิเศษ
เจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดปฏิบัติการรับมือกลุ่มผู้ชุมนุม เคลื่อนเข้าปิดสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่เช้ามืด ตามแผนสกัดกั้นของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ที่ห้ามบุคคลเข้าหรือออกจากบริเวณพื้นที่และอาคารทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภารวมถึงถนน ดังต่อไปนี้ 1.ถ.ราชดำเนินนอก ตั้งแต่สะพานมัฆวานถึงแยกสวนมิสกวัน 2.ถ.ลูกหลวง ตั้งแต่สะพานวิศุกรรมนฤมาน ถึงสะพานเทวกรรม 3.ถ.พิษณุโลก ตั้งแต่แยกวังแดง ถึงแยกพาณิชยการ 4.ถ.นครปฐม ตั้งแต่สะพานอรทัย ถึงแยกวัดเบญจมบพิตร 5.ถ.พระราม 5 ตั้งแต่แยกพาณิชยการ ถึง ถ.ลูกหลวง 6.ถ.ลิขิต 7.ถ.ราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือน ถึงแยกราชวิถี 8.ถ.พิชัย ตั้งแต่แยกขัตติยานี ถึง ถ.ราชวิถี และ 9.ถ.อู่ทองใน ถึงลานพระราชวังดุสิต (ด้านหลังพระบรมรูปทรงม้า)
ถือเป็นมาตรการเริ่มต้นเพื่อจัดระเบียบมวลชน ที่จะเข้าไปกดดันศูนย์กลางการบริหารประเทศอย่างทำเนียบรัฐบาล
เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคนเริ่มทยอยเข้ามายังจุดยุทธศาสตร์บริเวณสะพานมัฆวานฯ โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อกลุ่มม็อบเกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและแก๊สน้ำตาลูกแรกก็ถูกโยนมาจากเจ้าหน้าที่เพื่อสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามฝ่าเครื่องกีดขวางเข้าไปสมทบกับผู้ชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อแก๊สน้ำตาถูกระดมปาเข้าหากลุ่มม็อบ จึงเกิดความวุ่นวายและดูเหมือนเหตุการณ์กำลังจะบานปลายออกไป ขณะเดียวกันสถานการณ์ก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นทันทีตั้งแต่ช่วงเช้าของการชุมนุม
จนนักวิเคราะห์จากหลายสำนักและกูรูทางการเมือง ตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการจำกัดสิทธิทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เร็วเกินไปหรือไม่ เพราะตามขั้นตอนควรเริ่มจากการใช้น้ำฉีดก่อนตามขั้นตอนสากล
แต่พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดกั้นเส้นทางตามที่ระบุไว้ของ ศอ.รส.และพ.ร.บ.ความมั่นคง บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้ามารื้อและฝ่าแนวกั้น แต่ไม่เป็นผล กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้คีมตัดเหล็ก ตัดรั้วลวดหนามที่วางเป็นแนวกั้น
"กลุ่มผู้ชุมนุมยังใช้ด้ามธง ร่ม รวมถึงขวดน้ำทุบตีและปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งแนวอยู่ ก่อนจะมีการขับรถบรรทุกหกล้อ พุ่งเข้าชนตำรวจ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 5 นาย อาการสาหัส 2 นาย ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่วชิรพยาบาล"
โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาลยืนยันว่า ตำรวจตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาแบบขว้าง ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายทำตามขั้นตอนตามหลักสากลทุกอย่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยั่วยุ สร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่ได้รับความรุนแรง จะนำมาเป็นข้ออ้างในการยกระดับการชุมนุม มีความตั้งใจที่จะฝ่าฝืน พ.ร.บ.ความมั่นคง
ผลจากการปะทะ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปตัวเลขตามข้อมูลศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) และศูนย์กลางการประสานงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย นำส่ง รพ.วชิรพยาบาล 10 ราย รพ.ตำรวจ 3 ราย รพ.กลาง 1 ราย และรพ.รามาธิบดี 1 ราย
สถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงขึ้นทั้งที่ยังไม่เริ่มต้นการชุมนุม ทำให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปรับแผนการดูแลผู้ชุมนุม โดยให้ รพ.ราชวิถี และรพ.เลิศสิน ออกให้บริการประชาชน ตั้งจุดบริการที่วัดเบญจมบพิตร พร้อมรถพยาบาลฉุกเฉิน และจัดทีมแพทย์พยาบาลเดินเท้า บริเวณโดยรอบพื้นที่ที่มีประชาชนมาร่วมชุมนุม
ขณะเดียวกันโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ออกมาแถลงกรณีพบแก๊สน้ำตาหมดอายุว่า เป็นชนิดสีเขียวยี่ห้อ GT 6-ARAC ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ก่อนปี 2012 แต่ของตำรวจเป็น "ชนิดสีขาวแถบฟ้า ชนิดขว้าง แบบ 555 CS ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นแบบมาตรฐานสากล เชื่อว่า คนที่นำแก๊สน้ำตาชนิดดังกล่าวมาใช้น่าจะเป็นมือที่สาม ฉวยโอกาสเพื่อสร้างสถานการณ์และลงมือช่วงเวลาเกิดเหตุปะทะกัน
แม้สถานการณ์ดูจะส่อเค้ารุนแรง แต่หลายฝ่ายก็ประเมินตรงกันว่าถึงที่สุดแล้ว "ไม่น่ามีอะไร" เพราะอารมณ์ร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่โหมด "ไล่รัฐบาล"
นักวิชาการอย่าง พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง วิเคราะห์ว่า เท่าที่ตรวจสอบข่าวสารจากหลายๆ ฝ่าย ทราบว่าสาเหตุที่ตำรวจต้องใช้ "ไม้แข็ง" คือแก๊สน้ำตา ก็เพื่อหยุดยั้งผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าไปใกล้บริเวณทำเนียบรัฐบาล
"จากการประเมินสถานการณ์ ฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าผู้ชุมนุมน่าจะเตรียมการเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพราะรัฐสภาน่าจะไม่มีอะไรแล้ว เนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจเลื่อนออกไป ฉะนั้นจุดศูนย์ถ่วงของสถานการณ์จึงหนีไม่พ้นทำเนียบ ซึ่งรัฐบาลคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ล้อมทำเนียบยืดเยื้อเหมือนเมื่อปี 2551 (รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) เพราะล่าสุดก็พบว่ามีการเตรียมอาหารกับน้ำมาเพื่อชุมนุมยืดเยื้อ จึงมีคำสั่งให้รักษาทำเนียบรัฐบาลไว้ให้ได้"
อย่างไรก็ดี พ.อ.ดร.ธีรนันท์ ตั้งข้อสังเกตว่า ที่มีการใช้แก๊สน้ำตาอย่างรวดเร็วจนหลายฝ่ายเกรงจะขยายวงเป็นความรุนแรงนั้น การเปิดเกมเร็วเช่นนี้เป็นเกมของฝ่ายใดกันแน่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาการใช้โซเชียลมีเดียของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกลับเงียบผิดสังเกต มีแต่ฝ่ายองค์การพิทักษ์สยามที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักในการระดมมวลชน ทั้งสองประเด็นเมื่อนำมาสังเคราะห์จึงน่าคิดว่า รัฐบาลเองจงใจให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้หรือไม่ เพื่อปิดเกมเร็ว สกัดกั้นไม่ให้มีประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มเติม
ด้านพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มองว่า สถานการณ์โดยรวมยังไม่ถือว่ารุนแรง เป็นเพียงการจัดระเบียบผู้ร่วมชุมนุม เพราะเจ้าหน้าที่ยึดหลักการให้ประชาชนชุมนุมได้อย่างเสรีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ขอความกรุณาให้เข้าพื้นที่ชุมนุมตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนด เพราะเส้นทางที่ไม่อนุญาตให้ใช้นั้นจะผ่านไปยังสถานที่ราชการสำคัญ ทั้งทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
"เรื่องการใช้แก๊สน้ำตา เราตัดสินใจใช้เพราะพูดแล้วผู้ชุมนุมไม่ฟัง มีการประสานแล้วทุกอย่าง แต่ไม่ฟัง จึงมีการ 'ยิงแจ้งเตือน' ซึ่งก่อนยิงแก๊สน้ำตาก็ได้ประกาศเตือนและแจ้งว่าจะใช้แล้วนะ ก็มีการเตือนทุกครั้งตามขั้นตอน เรายืนยันว่าให้ชุมนุมอย่างเสรี เพราะ เสธ.อ้าย (พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม) ก็ประกาศว่าจะชุมนุมอย่างสันติ ถ้ามีปัญหาก็จะคุยกับ เสธ.อ้ายว่าจะยุติดีกว่าหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะไม่สลายการชุมนุม" พล.ท.ภราดรกล่าว
....................
(หมายเหตุ : แผน...ดับเชื้อไฟปฏิบัติการ...แก๊สน้ำตา : โต๊ะรายงานพิเศษ)



