ข่าว

วันวานเกาหลีที่เทศกาลงานข้าวอีชอน

วันวานเกาหลีที่เทศกาลงานข้าวอีชอน

25 พ.ย. 2555

วันวานเกาหลีที่เทศกาลงานข้าวอีชอน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา

                  เมืองอีชอน จ.คยองคี ประเทศเกาหลีใต้ เมืองที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงโซลไปทางตะวันออกเฉียงใต้เพียงนั่งรถทัวร์ประมาณหนึ่งชั่วโมง นอกจากเลื่องชื่อเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในฐานะหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ยังเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพดีที่สุดในเกาหลีใต้มาช้านาน ขนาดว่าในสมัยก่อน ข้าวสำหรับกษัตริย์เสวย จะต้องเป็นข้าวอีชอนเท่านั้น

                  จุดแข็งนี้ถูกนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์เมือง เปลี่ยนโฉมงานรื่นเริง การแสดงพื้นบ้านและการละเล่นระหว่างหน้าเก็บเกี่ยวกลายเป็นเทศกาลระดับประเทศภายใต้ชื่อ เทศกาลวัฒนธรรมข้าวอีชอน ปีนี้นับเป็นปีที่ 14 แล้ว จัดขึ้นระหว่าง 25-28 ตุลาคมที่ผ่านมา ในบริเวณอุทยานซอลบง ที่มีทิวทัศน์สวยงามมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

                ภายในงาน มีกิจกรรม การสาธิตงานหัตถกรรม นิทรรศการและการละเล่นสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีการเกษตร ชนิดต้องวิ่งดูจนเหนื่อยหอบ สมกับที่เคยได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเมื่อปี 2551 ให้เป็นเทศกาลคุณภาพ เนื่องจากมีกิจกรรมน่าสนใจและหลากหลาย

                   สิ่งที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งคือเป็นเทศกาลเชิงวัฒนธรรมที่คนทุกเพศทุกวัยสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ได้ คุณครูพาเด็กอนุบาลจำนวนมากมาสัมผัสประสบการณ์ตรง ได้เล่นฟางข้าว ทดลองสีข้าว ได้จับต้องหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาอาจไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับข้าวที่รับประทานอยู่ทุกวัน ขณะที่คนรุ่นก่อนได้หวนระลึกถึงความหลังในยุคสร้างชาติ โดยเฉพาะกระบวนการพัฒนาชนบทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในเครื่องใช้ไม้สอยและวิถีความเป็นอยู่อย่างรวดเร็ว ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปัก ชอง ฮี

                   ดังนั้น หากอยากสัมผัสกับวัฒนธรรมการเกษตร ชนบท และวันวานของชาวเกาหลี ก่อนพัฒนาก้าวกระโดดจากประเทศรับความช่วยเหลือเป็นประเทศผู้บริจาคในชั่วอายุคนเดียว เทศกาลนี้นับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

                   ไฮไลท์ของงานแต่ละวันคือ การหุงข้าวในหม้อหุงข้าวเหล็กยักษ์ขนาดที่คน 6 คนลงไปนั่งได้อย่างสบายๆ หุงครั้งหนึ่งได้ข้าวสวยปริมาณมากพอเสิร์ฟให้แก่ผู้ร่วมงานราว 2,000 คน ราคาเพียง 2,000 วอน (ประมาณ 60 บาท) เหตุที่ใช้ตัวเลขสองพัน เนื่องจากออกเสียงว่า อิ-ชอน เช่นเดียวกับชื่อเมือง ซึ่งวันแรกที่ไปเห็นผู้คนต่อแถวยาวหลายสิบเมตรเพื่อรอรับประทานข้าวอีชอน ที่เสิร์ฟพร้อมกับกิมจิและน้ำพริกเกาหลีโคชูจัง

                 ที่ตื่นเต้นกว่าคือ ข้าวไหม้ติดก้นหม้อเหล็กยักษ์ ผู้เป็นแม่งานในชุดขาวจะแซะออกมาเป็นแผ่นๆ ท่ามกลางฝูงชนที่เฝ้ารอโดยรอบอย่างเนืองแน่นเพื่อลุ้นขอปันคนละชิ้นสองชิ้น

                 หลังจากแซะข้าวไหม้แจกจ่ายจนหมด บรรดาแม่ครัวยังเติมน้ำลงไปในหม้อให้ผู้คนดื่มได้อีก เรียกว่าเกลี้ยงหม้อของแท้

                  ครั้งแรกที่เห็นการรับประทานข้าวไหม้ คือที่ร้านอาหารพื้นบ้านแห่งหนึ่งในเมืองคยองจู หลังจากทางร้านเสิร์ฟกับข้าวและเครื่องเคียงจานน้อยหลากหลายตามสไตล์เกาหลี รวมแล้วนับร้อยกว่าจานสำหรับคนสิบสามคน ชามสุดท้ายคือ ข้าวไหม้ที่แม่ครัวใช้ทัพพีแซะข้าวติดอยู่ก้นหม้อผสมกับน้ำเย็น

                 เห็นดังนั้น นักข่าวไทย อินโดนีเซียและกัมพูชา สามประเทศที่คุ้นเคยและกินข้าวตลอดชีวิต สบตากันทันทีพร้อมเครื่องหมายคำถาม พวกเรารู้กันว่าข้าวไหม้มีไว้ทิ้งเสียส่วนมาก แต่ที่นี่รับประทานราวกับเป็นอาหารพิเศษ เป็นเพราะเรามีข้าวอุดมสมบูรณ์จนไม่เห็นค่าหรือไม่รู้ว่าข้าวไหม้ดีอย่างไร

                  ข้าวไหม้ที่คนเกาหลีเรียกว่า นูรงจิ เป็นผลพลอยได้จากการหุงข้าวด้วยหม้อเหล็กแบบสมัยก่อน หุงแต่ละครั้ง ได้นูรงจิไม่มากนัก เพื่อนชาวเกาหลีเล่าว่า ตอนเด็กๆ ถือนูรงจิไปกินเล่นที่โรงเรียน แต่นับจากมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ นูรงจิกลายเป็นของพิเศษ เพราะไม่มีข้าวไหม้ติดก้นหม้อไฟฟ้าอีกต่อไป ถ้าเธออยู่ในงานด้วยก็คงจะไปขอแย่งอย่างแน่นอน

                  เธอคิดว่า เป็นเพราะชาวเกาหลีเคยอดอยาก ไม่อาจสูญเสียแม้แต่ข้าวเม็ดเดียวไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงเป็นที่มาของการกินนูรงจิ ก่อนกลายเป็นวัฒนธรรมการกินไปโดยปริยาย แต่บางคนก็ว่า การรับประทานข้าวไหม้มีมานานแต่โบราณแล้ว เนื่องจากเชื่อกันว่าสารอาหารดีๆ จากข้าวจะลงไปอยู่ก้นหม้อ ถือเป็นของดีมีประโยชน์

                 วิธีการรับประทานหลากหลาย แต่ง่ายที่สุดคือ กินธรรมดาเพราะถือเป็นของขบเคี้ยว บางคนอาจเติมเกลือเพิ่มรสชาติเล็กน้อย บางคนก็เลือกที่จะทำเป็นชาข้าวโดยเติมน้ำอุ่นลงไป ช่วยระบบย่อยอาหารและแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทหลายแห่งผลิตนูรงจิ เป็นอาหารรับประทานเล่น

                  ย้อนกลับไปที่ข้าวอีชอน เหตุผลที่ทำให้ข้าวที่นี่พิเศษกว่าข้าวที่ไหนในเกาหลี มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญว่า เพราะลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ได้เปรียบ ที่ตั้งอยู่ในเขตชั้นในของคาบสมุทร น้อยครั้งมากที่จะได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น นอกจากนี้ อีชอนยังมีแสงแดดยาวนานที่สุด อุณหภูมิระหว่างเช้ากับเย็นแตกต่างกันมากที่สุด ทำให้ข้าวอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ อีชอนยังมีน้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์ ชาวนาที่นั่นไม่เคยต้องห่วงกังวลเรื่องภัยแล้ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ปลอดมลพิษอีกด้วย

                 อีชอนมีศูนย์บริการเทคโนโลยีการเกษตรที่ศึกษาผลผลิตการเกษตรและเทคนิคการเพาะปลูก คอยควบคุมคุณภาพและรสชาติข้าวทางวิทยาศาสตร์โดยประเมินจากดินและน้ำ เพื่อรับประกันว่าจะคงคุณภาพและรสชาติของข้าวไว้เช่นนี้ตลอดไป ศูนย์นี้ยังได้พัฒนาคู่มือการปลูกข้าวเพื่อให้ข้าวที่ปลูกโดยเกษตรกรแตกต่างกันไป คงรสชาติและคุณภาพให้สมกับเป็นข้าวที่ได้รับการยกย่องว่าคุณภาพดีที่สุดของประเทศ จนเคยถูกสงวนไว้สำหรับกษัตริย์เท่านั้นในบางยุคสมัย แต่ยุคนี้ ใครๆ ก็สามารถซื้อหาข้าวอีชอนจากซูเปอร์มาร์เก็ตมารับประทานได้ทั่วประเทศ และในบางประเทศ เนื่องจากส่วนหนึ่งส่งไปสหรัฐ อินโดนีเซียและฮ่องกง

                เกาหลีปลูกข้าวในฤดูร้อนช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 11-29 องศา และเก็บเกี่ยวช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนก่อนฤดูหนาวมาถึง

                สำหรับปีนี้ คาดว่าผลผลิตข้าวจะตกต่ำสุดใน 32 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.07 ล้านตัน ลดลงจาก  4.22 ล้านตัน หรือร้อยละ 3.5  จากปีที่แล้ว เนื่องจากผลกระทบจากจากพายุไต้ฝุ่นสองลูกเมื่อเดือนสิงหาคม ประกอบกับพื้นที่ปลูกลดลง 0.5 อยู่ที่ 5.3 ล้านไร่ แม้ปริมาณพอเพียงสำหรับการบริโภค ทว่าราคาจะขยับขึ้นอีก หลังจากขยับขึ้นกว่า 30% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

                พื้นที่ปลูกข้าวลดลงอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งชาวนาหันไปปลูกผักโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ เพราะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เมื่อเทียบการปลูกข้าวบนพื้นที่เท่ากัน

                อย่างไรก็ดี แม้เกาหลีนำเข้าข้าวจากต่างประเทศภายใต้ข้อตกลงเปิดตลาดข้าวอย่างค่อยเป็นค่อยไปกับองค์การการค้าโลกนับจากปลายปี 2547 เป็นต้นมา โดยในปี 2553 เพิ่มการนำเข้าข้าวโดยตรงถึงผู้บริโภคเป็นร้อยละ 30 จากเดิม ข้าวนำเข้าใช้เฉพาะในการแปรรูปเท่านั้น และจะเปิดตลาดโดยสมบูรณ์ภายในปี 2014 

                แต่ทราบจากเพื่อนชาวเกาหลีว่า ที่โต๊ะกินข้าวในบ้านชาวเกาหลี จะไม่ใช้ข้าวนำเข้าเด็ดขาด เนื่องจากรสชาติต่างกันมาก และอีกเหตุผลคือ เรามีชาวนาของเราที่ต้องช่วยสนับสนุน ข้าวที่นำเข้า มักนำไปแปรรูปทำเป็นอาหารอื่น อาทิ อาหารขบเคี้ยว แต่เชื่อกันว่า มีภัตตาคารบางแห่งแอบลักไก่ใช้ เนื่องจากราคาถูกกว่า แต่หากความลับถูกเปิดเผยเมื่อใด ลูกค้าหายแน่นอน ร้านอาหารบางแห่งจึงต้องติดข้อความให้ความมั่นใจแก่ลูกค้าว่า "ร้านนี้ใช้ข้าวเกาหลี"     

               หมายเหตุ :  ผู้เขียนอยู่ระหว่างร่วมโครงการอบรมสื่อเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับนักข่าวจากอีก 9 ประเทศที่เคยมีส่วนร่วมในสงครามเกาหลี โดยการสนับสนุนของ Kwanhun Club และ Korean Press Foundation (KPF)

               ...............................................
(วันวานเกาหลีที่เทศกาลงานข้าวอีชอน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา)