
'ละคร'อาชญากรแฝงหรือเปล่า!?!
ฮอตอิชชู่ : "ละคร" อาชญากรแฝง...หรือเปล่า!?!
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า...อิทธิพลของสื่อโทรทัศน์...ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ทั่วทุกหย่อมหญ้า บ่อยครั้งที่การนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ผ่านจอแก้ว ส่งผลให้เด็กและเยาวชนของเราสร้าง "พฤติกรรมการเลียนแบบ" จนนำไปสู่การก่ออาชญากรรม การล่วงละเมิดทางเพศ และจำนวนไม่น้อยนำมาซึ่งจุดจบของชีวิตอย่างเสียไม่ได้ โดยเฉพาะละครโทรทัศน์เรียกเรตติ้งกระฉูดส่งท้ายปีเรื่องดังทางวิกน้อยสี ที่ว่ากันว่ามีส่วนให้เกิดโศกนาฏกรรมกับเยาวชนอย่างน่าสลดใจ !!
จะด้วยเหตุผลอะไร ทำไมละครถึงมีอิทธิพลต่อความคิดของมนุษย์ได้มากถึงเพียงนี้ เห็นทีผู้ใหญ่ต้องหาวิธี "สร้างเกราะป้องกัน" ให้ลูกหลาน...ในมุมของแม่และครูผู้ทำหน้าที่ประสิทธิประสาทวิชา ยุวดี บัณฑิตย์ ผู้ช่วยครูโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ แสดงความเห็นโดยยกตัวอย่างถึงละครเรตติ้งกระฉูดในขณะนี้อย่าง "แรงเงา" ว่า ถ้าพูดในมุมของผู้ใหญ่ยอมรับว่าละครสนุกสะใจ ให้ทั้งความบันเทิงและให้แง่คิด แต่ไม่เหมาะกับเด็กเลยไม่ว่าจะในแง่มุมใดๆ
"เนื้อหาละครไม่ใช่แค่บทตบตี แต่ยังมีบทกอดจูบลูบคลำ บางตอนยังนำเสนอเรื่องราวของเกย์เยอะมาก ถึงบางคนอาจจะบอกว่าเป็นการสะท้อนความจริง แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเยอะไป เหมือนการส่งเสริม สำหรับตัวเองแม้จะพยายามเลี่ยงไม่ให้ลูกสาววัย 11 ขวบดู ทว่าก็ห้ามไม่ได้ทั้งหมด เพื่อนๆ ของลูกดูกันเกือบทุกคน ลูกเราเลยอยากดูจะได้มีเรื่องคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำได้ก็คือนั่งดูกับลูกและคอยชี้แนะว่าเรื่องไหนบ้างที่ทำแล้วไม่ดีเท่านั้น เราเองไม่รู้หรอกว่าลูกกำลังคิดอะไรอยู่ จริงๆ แล้วต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจโดยการชวนลูกเปลี่ยนช่องไปดูรายการที่ให้ความรู้อย่างเกมซ่าท้ากึ๋น แต่ก็ไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักเอาสนุกอย่างเดียว ผู้ผลิตละครเองก็ต้องการเอาใจผู้ชม" ยุวดี แสดงความเป็นห่วงในฐานะหัวอกแม่
หนึ่งในผู้ชื่นชอบละครโทรทัศน์ "ปิ๊ก" ธนากร สุทธิกุล พนักงานราชการ เชื่อว่าละครแต่ละเรื่องไม่ได้มีแต่ข้อเสียหรือสร้างขึ้นมาเพื่อความสนุกสนานเพียงเท่านั้น แต่บางเรื่องสอดแทรกข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้เพื่อให้คนดูได้รู้จักนำไปคิด และปรับใช้ในชีวิตของตัวเอง สำคัญอยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละคน
"ดูละครแล้วต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ด้วยว่าสิ่งไหนดีไม่ดี สิ่งดีๆ ก็ควรนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยง ถามว่าเด็กควรจะดูละครหรือเปล่า ถ้าเด็กเล็กมากๆ ก็ไม่ควร แต่ถ้าโตระดับมัธยมน่าจะคิดและวิเคราะห์ได้ สำหรับผมดูละครแค่ความสะใจ แต่ก็ทำให้เห็นว่าเวลาเกิดปัญหา การใช้กำลังตัดสินไม่ได้ทำให้ผลที่ตามมาดีขึ้น ทุกวันนี้สังคมของเราแย่ลงเรื่อยๆ เด็กคงคิดหรืออยากจะก้าวร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเผชิญกับความไม่ยุติธรรม แต่ความจริงที่ว่าอันตรายน่าจะตกอยู่ที่ผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เพราะผู้ใหญ่เป็นผู้เสพ เข้าใจชีวิตละครมากกว่าเด็ก เสพมากจนเอามาปะปนกับชีวิตจริงที่สังคมแย่อยู่ เลยยิ่งไปกันใหญ่ สุดท้ายเด็กๆ ก็เห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมันก็ไม่ต่างจากละคร" แฟนละครหนุ่ม สะท้อนมุมมอง
ด้านสไตลิสต์สาว "ต้นข้าว" วรรณิกานท์ กัลล์ประวิทธ์ ให้ความเห็นว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนเข้าถึงสื่อได้ง่ายมาก อย่างเด็กๆ ยังเป็นกลุ่มที่ไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เมื่อผู้ใหญ่ส่งเสริมให้เสพสื่ออย่างอิสระ ก็ต้องให้ความรู้ให้มากขึ้นด้วย จะไปโทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ในเมื่อสังคมหรือโลกเปิดรับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ค่อยมีการกลั่นกรอง
"การเสพสื่อของเด็กเป็นเรื่องห้ามยาก อย่างหลานต้นข้าวเองก็ดูละคร เขาก็จะบอกว่าสนุกมากเลย มันมาก ถ้าเราอยู่ด้วยก็จะคอยเตือนว่ามันรุนแรงมากเลยนะลูก อายุแค่ 12 ปีเองอาจจะไม่เหมาะกับวัยอย่างหนูนะ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดกั้น ถ้าเรายิ่งปิดก็เหมือนยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากดู เขาก็จะอ้างว่าทำไมเพื่อนดูได้ ก็หาวิธีแอบดู ถามว่าละครมีส่วนทำให้คนเลียนแบบไหมก็คิดว่ามีนะ เมื่อคนดูอินก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่างมีข่าวไม่สมหวังความรักแล้วฆ่ากัน ทำร้ายตัวเอง ขาดการยั้งคิด จึงควรให้ความรู้และดูแลเด็กของเรา สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เล็กๆ เมื่อเติบใหญ่ก็จะทำให้เขาสามารถต่อสู้กับปัญหาชีวิตได้" สไตลิสต์สาว เสนอแนะ
ขณะที่นักแสดงอย่าง "เปา" กุลชญาวีร์ ณ นคร เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า สื่อภาพยนตร์และละครมีอิทธิพลต่อสังคม หากสังเกตให้ดีจะพบเนื้อหารุนแรงนำเสนออยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่มีสติ ไม่ควบคุมตัวเองก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบสื่อโดยง่ายดาย ครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญที่จะแก้ปัญหาการเลียนแบบได้ โดยผู้ปกครองต้องปลูกฝังในสิ่งถูกผิด ให้เห็นบาปบุญคุณโทษตั้งแต่เด็กๆ อย่าปล่อยให้เข้าข่าย "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" และถึงแม้จะมั่นใจว่าเลี้ยงลูกมาดีแล้วแต่เมื่อมาเจอสังคมจริงๆ ก็อาจจะเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน ซึ่งส่วนตัวมองว่าการผลิตละครที่มีเนื้อหารุนแรง ก็น่าจะมีนักวิชาการมาช่วยวิเคราะห์จิตใจคนด้วยว่าทำไมตัวละครต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้คนดูเข้าใจและไม่ทำตาม
"ละคร" กลายเป็นผู้ร้ายแฝงแจ้งจริงหรือ...ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ให้ความรู้ว่า เรื่องของความรุนแรงจะเกิดขึ้นในวุฒิภาวะที่แตกต่างกัน ในต่างประเทศจะกำหนดช่วงเวลาในการชมรายการโทรทัศน์อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่สังคมตะวันตกเป็นสังคมเปิดเผย แต่ถ้ารายการภาพยนตร์ หรือแม้แต่โฆษณาที่นำเสนอความรุนแรง โป๊ เปลือย มาออกในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลถูกปรับกันเป็นเรื่องเป็นราว สำหรับเมืองไทยทำเช่นนั้น แต่จะเข้มงวดมากก็มองว่าขาดความคิดสร้างสรรค์ ถ้าจะไปโทษผู้ปกครองอีกว่าไม่อยู่กับลูกๆ ในช่วงละครหรือรายการที่มีความรุนแรง ก็เป็นเรื่องยากด้วยเศรษฐกิจแบบนี้พ่อแม่ก็ต้องทำงาน สุดท้ายเรื่องของการปรับเวลาในการออกอากาศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด
"ความจริงแล้วไม่ใช่ละครแรงเงาเรื่องเดียวที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะละครเขามีเหตุมีผลต่อเนื่องกันมา แต่หลายรายการแม้กระทั่งรายการตลกที่เตะกัน ถีบกัน ตบหัวกัน แล้วคนดูก็สนุกสนาน เด็กๆ ก็หัวเราะ นั่นก็เป็นความรุนแรงที่เรามองข้าม เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่วัฒนธรรม รวมถึงถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีละครหลายเรื่องที่นายจ้างจะดูถูกคนใช้ นั่นก็ไม่ควรให้เกิดขึ้น แล้วมาบอกว่าสร้างแล้ว ทำแล้ว ชอบ เรตติ้งดี มันกลายเป็นปัญหาที่ฝังลึก เรามาทำตลกบนความเจ็บปวดของอีกคน หรือถ้าหกล้มเราก็หัวเราะ มันเกิดจนเป็นความเคยชิน เรื่องเหล่านี้ต้องแก้ไข อย่าให้เด็กๆ มองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือการฝังเรื่องการกระทำรุนแรงให้เกิดขึ้นกับพวกเขา เหมือนจะเป็นความชอบของคนไทยที่ฝังรากลึก เด็กยิ่งไม่มีวิจารณญาณ ยังไม่มีวุฒิภาวะ ก็คิดและกระทำตามคนรอบข้าง ขอย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญต้องช่วยกันจัดการรื้อมันทิ้งไปได้แล้ว อย่าลืมว่าเด็กๆ เรียนรู้จากคนรอบข้างนั่นล่ะ" นักวิชาการกระตุ้นเตือนทิ้งท้าย
สังคมวันนี้เปราะบางเกินกว่าจะโยนภาระไปมา ถึงเวลาเร่งสร้างกำแพงใหญ่คุ้มกัน ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อลูกหลานของเราทั้งนั้น จริงไหม...
--------------------
(ฮอตอิชชู่ : "ละคร" อาชญากรแฝง...หรือเปล่า!?!)



