ข่าว

ภารกิจด่วน!ก.พาณิชย์ลดค่าใช้จ่ายปชช.

ภารกิจด่วน!ก.พาณิชย์ลดค่าใช้จ่ายปชช.

24 พ.ย. 2555

ภารกิจด่วน! ก.พาณิชย์ ลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการรับเออีซี : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์

               

               กระทรวงพาณิชย์ต้อนรับ "ปลัดหญิงคนแรกของกระทรวงพาณิชย์" ที่จะต้องดูแลภารกิจหลักของกระทรวง เปิดภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน คือ การเพิ่มรายได้ให้ภาคเกษตร และการลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน ทั้ง "ร้านถูกใจ" และโครงการ "ธงฟ้า" รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

               วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์หญิงคนแรกในรอบ 92 ปี ของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านงานในกระทรวงพาณิชย์มาหลายกรม จึงถือเป็นลูกหม้อโดยแท้จริง เปิดใจถึงภารกิจหลังเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่า ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน คือการเพิ่มรายได้ของประชาชนในภาคการเกษตรให้สูงขึ้น ทั้งเรื่องโครงการรับจำนำข้าว โครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรต่างๆ โดยเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐเน้นการเพิ่มรายได้ให้ภาคการเกษตร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่จึงมีอาชีพอยู่ในภาคการเกษตร ดังนั้นถ้าสามารถดูแลรายได้ของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นก็จะเท่ากับการยกระดับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ดีขึ้น

               "ถ้าเราอยากยกระดับประเทศต้องไปยกระดับคนฐานราก เมื่อคุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น สุขภาพจิตก็จะดีตามมา ต้องมองคนทุกกลุ่ม มองให้รอบด้าน ต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แล้วรวมทั้งสาย ต้องไม่มีอคติ เพราะถ้ามีอคติจะทำให้มองไม่ครบทุกมุม ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน"

                และอีกหนึ่งภารกิจเร่งด่วนคือ การช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน ทั้งการดำเนินการผ่านโครงการ "ร้านถูกใจ" ซึ่งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 กระทรวงพาณิชย์จะประเมินผล และอาจเพิ่มสาขาเพื่อให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการ "ธงฟ้า" ที่ให้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

               ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสำคัญทั้งการเพิ่มรายได้ให้ภาคการเกษตร การช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน รวมถึงการสร้างเสถียรภาพทางการค้าทั้งในประเทศและในภาคการส่งออก และอยากให้เร่งการทำงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

               "ภารกิจด้านการส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ทำแผนเร่งรัดการส่งออกที่มีกิจกรรมเพิ่มเติมจากแผนปกติในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม เพื่อเพิ่มรายได้อีกประมาณ 5-10% ขณะที่ภาคเอกชนเขาก็พยายามเต็มที่ ส่วนการค้าชายแดนปีนี้คาดว่ามีตัวเลขเพิ่มขึ้น แม้ในช่วงหลายปีมานี้สินค้าจากจีนจะแผ่อิทธิพลการค้าเข้ามาในภูมิภาคนี้ แต่สินค้าไทยก็ยังได้รับความนิยมจากประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า เพราะคุณภาพสินค้าไทยมีมาตรฐานดี ไม่ได้ทำสินค้า 2 เกรด ดังนั้นสินค้าที่ขายในประเทศกับขายชายแดนจึงมีคุณภาพเดียวกัน สินค้าไทยจึงยังได้รับความนิยม"

               ในประเด็นการเตรียมตัวเข้าสู่เออีซี อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมอง 2 ด้าน ทั้งด้านที่เราจะบุกไปใช้ประโยชน์ และเขาจะบุกเข้ามา โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการเตรียมการรองรับเออีซี เช่น การค้าชายแดนอาจต้องมีการจัดระเบียบการค้าชายแดน เพราะขณะนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไป การบริหารจัดการตะเข็บชายแดนจึงต้องปรับตัวตาม

               มองถึงศักยภาพของประเทศไทย เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมอาเซียน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง เหมาะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ด้านสินค้า ด้านบริการ ขณะที่ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรมก็มีความเข้มแข็ง และหลายอุตสาหกรรมได้ขยายการลงทุนไปในภูมิภาคอาเซียนแล้ว โดยธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะมีการเตรียมความพร้อมแล้ว แต่ธุรกิจเอสเอ็มอียังน่าเป็นห่วง จึงต้องดูมาตรการเพื่อให้เอสเอ็มอีไทยได้รับการดูแล และผู้บริโภคก็ต้องได้รับความคุ้มครองจากสินค้าที่จะเข้ามาขายในประเทศไทย ที่ต้องมีมาตรฐานระดับเดียวกับที่ไทยผลิต เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

               "การเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซี มีการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย สภาพัฒน์เป็นแม่งาน ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะเอง โดยดูตั้งแต่สินค้าและบริการของไทยที่มีทั้งกลุ่มที่ได้เปรียบ-มีความพร้อม, กลุ่มที่ได้เปรียบ-แต่ไม่พร้อม, กลุ่มที่เสียเปรียบ-แต่พร้อม, กลุ่มที่เสียเปรียบด้วย-ไม่พร้อมด้วย และจะมียุทธศาสตร์ภาพรวมของประเทศที่จะต้องปรับปรุงพัฒนาเตรียมความพร้อมรับเออีซี เพื่อช่วยเสริมภาคธุรกิจทำคู่กันไป

               ทั้งนี้ การปรับตัวของผู้ประกอบการจะขึ้นกับว่าอยู่ในอุตสาหกรรมใด เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน ลักษณะธุรกิจก็ไม่เหมือนกัน

               "แต่ละอุตสาหกรรมมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์จึงต่างกันไปด้วย เช่น บางธุรกิจใช้วัตถุดิบในประเทศ และไทยเราก็มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมเกษตรของไทยที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งวัตถุดิบคือข้าวไทยมีคุณภาพดีระดับโลก และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก จึงชัดเจนว่าอุตสาหกรรมข้าวไทยมีศักยภาพที่จะแข่งขันในตลาดโลกได้ หรืออุตสาหกรรมปศุสัตว์ เราผลิตวัตถุดิบเลี้ยงสัตว์ได้เองในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และภาคเอกชนไทยก็ไปลงทุนทั่วโลก ฉะนั้นสินค้าของภาคเอกชนไทยมีศักยภาพในการไปเปิดตลาดค่อนข้างสูง ขณะที่บางอุตสาหกรรมแม้ไทยเราค่อนข้างเข้มแข็ง ทำรายได้มาก แต่เราต้องนำเข้ามาทั้งหมด เช่น รถยนต์ หรืออุตสาหกรรมเหล็ก ที่ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำเลย ฉะนั้นยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมจึงต้องต่างกันไป"

               ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้จะต้องมีการพูดคุยกับภาคเอกชนว่า อุตสาหกรรมใด สินค้าใดที่พร้อม และได้เปรียบ การจัดการก็จะเป็นรูปแบบหนึ่ง ขณะที่สินค้าบริการใดที่ไทยยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่เออีซี แต่เราก็ยังจะต้องเดินหน้าต่อไป กรณีนี้ก็ต้องมีมาตรการปกป้องดูแลในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ ส่วนมาตรการจะเป็นอย่างไรจะขึ้นอยู่กับสินค้า หรือขึ้นกับอุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องดูเป็นรายๆ ไป

                ในฐานะปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ถือว่าเป็นบุคลากรลูกหม้อของกระทรวงนี้ขนานแท้ การมีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลปากท้องของประชาชนมาโดยตลอด เธอกล่าวว่า การบริหารจัดการด้านการค้าการพาณิชย์ ต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้เห็นสัญญาณ มีช่วงเวลาให้ปรับตัว และต้องบริหารตามสถานการณ์ จึงขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐกับภาคเอกชนจะเสริมกันอย่างไร ภาคเอกชนเขาก็ต้องการให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนส่งเสริม เพราะภาครัฐมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องติดตามสถานการณ์ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ทันการค้า เหมาะสมกับสถานการณ์

               และเมื่อถามถึงแนวคิดในการทำงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า..

               "ดิฉันชอบภาษิตไต้หวัน ที่ว่าให้บินอย่างนกอินทรี แต่ให้กินอยู่อย่างนกกระจอก ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงว่า การทำงานต้องใช้ศักยภาพให้เต็มที่ แต่การใช้ชีวิตให้กินอยู่อย่างเรียบง่าย พอเพียง นี่คือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด และเคยอ่านหนังสือโอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน รู้สึกชอบมาก ว่าทำไมเขาถึงมีกำลังใจที่จะทำประโยชน์ให้แก่มวลชน ทั้งที่ไม่ได้มีหน้าที่ ก็ขวนขวายที่จะไปช่วยคน ก็คิดว่าแล้วเราที่อยู่ในหน้าที่โดยตรง ทำไมไม่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ใช้ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าโครงการรับจำนำข้าว ร้านถูกใจ ธงฟ้า ชาวบ้านได้ประโยชน์เยอะแยะ เห็นเขาอยู่ดีกินดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เราก็มีความสุขแล้ว"

               ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า สมัยที่อยู่กรมการค้าภายใน ดูแลราคาสินค้า เคยคิดท้อแท้ว่า ต้องดูและปากท้องประชาชน 60 กว่าล้านคน แต่มีกำลังเจ้าหน้าที่แค่หยิบมือ แล้วจะทำได้เท่าไหร่ ที่สุดก็รู้ว่า ใครที่เกี่ยวข้อง ใครที่ได้รับผลกระทบ ก็ให้เขาเหล่านี้มามีส่วนร่วม เช่น การดูแลราคาสินค้า ก็ชวนผู้บริโภคมาเป็นหูเป็นตา ถ้าผู้บริโภคร่วมมือ การดูแลราคาสินค้าก็ประสบความสำเร็จ หรือโครงการรับจำนำข้าว อยากให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น โดยที่ภาครัฐไม่เสียหาย ก็ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกร แล้วเกษตรกรก็ต้องให้ความร่วมมือที่จะปฏิบัติ เป็นหูเป็นตาสอดส่องให้ ถ้าผู้บริโภค เกษตรกร ให้ความร่วมมือ ก็จะเหมือนกับมีตาสับปะรดคอยช่วยดูแลอยู่มากมาย การใช้วิธีที่ให้ทุกคนที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องมาบูรณาการความร่วมมือกัน ทำให้งานประสบผลสำเร็จ

               ................................................
(ภารกิจด่วน! ก.พาณิชย์ ลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการรับเออีซี : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์)