ข่าว

'ปชป.'ซัด'ปู'อ้างรุนแรงใช้พรบ.มั่นคง

'ปชป.'ซัด'ปู'อ้างรุนแรงใช้พรบ.มั่นคง

23 พ.ย. 2555

'ปชป.' จับผิด 'ปู' ใช้ พรบ.มั่นคง ยังไม่มีสัญญาณรุนแรง ขณะที่ 'มงคลกิตติ์-กลุ่มกรีน' จี้ ผู้ตรวจการฯ เอาผิดรัฐใช้ พรบ.มั่นคง ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 55  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่ออกทีวีพูล ชี้แจงกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ว่า นายกฯกำลังใช้การแถลงบิดเบือน ข้อเท็จจริง และพยายามสร้างภาพให้เห็นว่า มีความรุนแรงเกินความเป็นจริง แทนที่นายกฯควรชี้แจงเหตุผลที่เป็นความจริง ไม่สร้างภาพ จะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยตนขอตั้งข้อสังเกตว่า นายกฯพูดอย่างทำอย่าง เพราะนายกฯเคยพูดว่า จะใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหา แต่ข้อเท็จจริงตรงกันข้าม เพราะวันที่นายกฯแถลงเป็นวันที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนได้มีการถามกระทู้ต่อนายกฯ แต่นายกฯก็ไม่มาตอบกระทู้ มอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบแทน นอกจากนี้ยังทำให้การประชุมสภาล่มเพราะนายกฯและส.ส.รัฐบาลไม่เข้าประชุมสภา ในช่วงที่มีการพิจารณาปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งแสดงว่านายกฯไม่จริงใจที่จะใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหา

                    นอกจากนี้ในคำแถลงของนายกฯ ยังใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุม โดยอ้างข้อมูลฝ่ายความมั่นคงว่า ผู้ชุมนุมจะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เพียงแต่จะขจัดนักการเมืองชั่วๆ ออกไป รวมทั้งยังมีการข่มขู่ป้องปรามผู้ชุมนุม ชี้ให้เห็นว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจากการก่อจลาจล การจับตัวนายกฯ และอ้างว่าจะใช้กม.สูงสุดกว่าพ.ร.บ.มั่นคง ตนไม่ทราบว่า จะมีกฎหมายอะไรที่สูงกว่าพ.ร.บ.มั่นคง แสดงให้เห็นว่า เป็นการข่มขู่ ป้องปรามผู้ชุมนุม มากกว่าการชี้แจงเหตุผลตรงไปตรงมาตามปกติ

                    นายองอาจ กล่าวว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฝ่ายค้านก็จะเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน โดยแนวทางการอภิปรายมี 3 ประการ คือ 1. อภิปรายตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และข้อบังคับการประชุม 2. อภิปรายบนพื้นของข้อมูลหลักฐาน และเหตุผลที่เป็นจริง 3. อภิปรายกระชับตรงประเด็นมุ่งเนื้อหาสาระ เชื่อมั่นว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

 

อ้างม็อบ 24 พ.ย. เกิดเพราะปชช.ไม่พอใจรบ.

 

                    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ประเทศกำลังเข้าสู่ความตึงเครียด เนื่องจากมีประชาชนมาใช้สิทธิในการชุมนุม จนเป็นเหตุให้รัฐบาลวิตกกังวลจนต้องประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนต้องออกมาชุมนุม เนื่องจากไม่พอใจในการบริหารประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการปรองดอง ที่รัฐบาลไม่เคยทำ หรือใส่ใจในกระบวนการปรองดอง ไม่สนใจข้อสรุปของคอป. นโยบายนี้จึงเป็นเพียงปรองดองจอมปลอม ปรองดองเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มุ่งให้เกิดการนิรโทษกรรม และการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดเสมอว่า ควรใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหา ทั้งที่ข้อเท็จจริงนายกฯไม่เข้าสภา ไม่ให้ความสำคัญกับระบบรัฐสภา นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังบอกว่า ไม่อยากให้มีม็อบข้างถนนหรือการชุมนุมประท้วง เพราะไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไปเข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง มาวันนี้จะให้ประชาชนเชื่อคำพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดี

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังดูถูกประชาชนมาโดยตอลด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับเงินมาชุมนุม รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โฟนอินมาที่ จ.เชียงใหม่ บอกว่า ตรวจสอบแล้วว่า ม็อบคงไม่มาก เพราะเงินส่งมาไม่พอ ตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงติดนิสัยตัวเอง ประเมินปริมาณคนจากปริมาณเงิน สิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นการเติมเชื้อไฟเป็นอย่างดี และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็พูดใส่ร้ายประชาชนว่า จะบุกสถานที่สำคัญ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่ผู้ชุมนุมยืนยันไม่เคลื่อนไปไหน ชุมนุมอย่างสงบ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการใส่ร้ายประชาชน ซึ่งทำให้การชุมนุมขยายมากขึ้น รัฐบาลกำลังผลักประชาชนกลุ่มหนึ่งไปเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และรัฐบาลพร้อมใช้ความรุนแรงกับประชาชน หากการชุมนุมคุมไม่ได้ โดยเชื่อว่าจะใช้เสื้อแดงสร้างเหตุปะทะทำร้ายประชาชน จนเหตุการณ์บานปลาย ทำให้รัฐบาลใช้กำลังเพื่อปราบปรามประชาชน จึงขอให้รัฐบาลคิดให้ดีที่จะกำจัดประชาชนที่เห็นต่างให้หมดสิ้นไป แต่ตนเชื่อว่าไม่มีวันที่จะเป็นไปได้

 

'มงคลกิตติ์-กลุ่มกรีน' จี้ ผู้ตรวจการฯ เอาผิดรัฐใช้ พรบ.มั่นคง ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.

 

                    นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่าน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการใช้อำนาจโดยมิชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 อีกทั้งให้ดำเนินคดีต่อคณะรัฐมนตรี ในข้อก่อกบฏภายในราชอาณาจักรไทย

                    โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า จากที่ทางคณะกรรมการ ภตช. ได้รับเรื่องร้องเรียนและได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบเรื่องดังกล่าว พบว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะใช้อำนาจในการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา การกระทำที่รัฐบาลมีการระดมกำลังตำรวจกว่า 50,000 นาย พร้อมอาวุธ เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมตามรัฐสภา และสถานที่ราชการ ซึ่งเหมือนเป็นการนำกำลังไปข่มขู่เพื่อไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้จึงมองว่าน่าจะเป็นการกบฏมากกว่าเสียอีก ทั้งนี้การอ้างใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทั้งที่เหตุการชุมนุมยังไปเป็นด้วยความสงบเรียบร้อยและการประกาศดังกล่าวเปรียบเสมือนคำสั่งในการปฏิวัติตนเอง ซึ่งเข้าข่ายความผิดในข้อหากบฏทั้งสิ้น ดังนั้นขอให้ผู้ตรวจการฯ ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป

                    ขณะเดียวกันกลุ่มกรีน นำโดยนายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ ผู้ช่วยผู้ประสานงานกลุ่มกรีน พร้อมคณะ เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจ การกระทำของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

                    โดยนายจาตุรันต์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เห็นว่าน่าจะเป็นความหวาดระแวงของรัฐบาล ที่พยายามสร้างกระแสว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อาทิ ผู้ชุมนุมบุกเข้ารัฐสภา มีการจับตัวนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการคาดการณ์ไปล่วงหน้า ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะเท่าที่ดูการชุมนุมยังไม่ปรากฏมูลเหตุว่าจะมีการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยฯ ดังนั้นเห็นว่าการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจและอาจจะนำไปสู่ความความรุนแรงได้ จึงขอให้ผู้ตรวจการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อไป

                    ด้านนายรักษเกชา กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวไปตรวจสอบว่าอยู่ในอำนาจของผู้ตรวจการฯหรือไม่ ถ้ามีจะดำเนินการตามขั้นตอนให้เร็วที่สุด และจะแจ้งให้ผู้ร้องได้ทราบเรื่องต่อไป