ข่าว

สถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานการณ์ฉุกเฉิน

23 พ.ย. 2555

สถานการณ์ฉุกเฉิน : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

             ต้องเรียกว่า “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เพราะวันนี้ทาง “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติประกาศใช้ “พระราชบัญญัติความมั่นคง พ.ศ.2551” ซึ่งทราบว่าจะครอบคลุม 3 เขตสำคัญ ได้แก่ เขตดุสิต เขตพระนคร และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ในระหว่างวันที่ 22-30 พฤศจิกายนนี้

              ทางรัฐบาลอ้างว่าเป็นความจำเป็นในการ “ป้องปราม” ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนนำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ “เสธ.อ้าย” เป็นบรรยากาศทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเกิดขึ้นดังคำทำนายทั้งของคนที่สนใจฝักใฝ่การเมือง และ “โหราจารย์” อีกหลายท่าน ซึ่งเคยพยากรณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะเกิดความรุนแรงในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นเพราะนักการเมืองหรือคนเคลื่อนไหวทางการเมืองเชื่อโหร หรือโหรได้ข้อมูลจากนักการเมืองแล้วมาทำนายทายทักไม่สามารถล่วงรู้ได้แน่ชัด

              แต่สะท้อนให้เห็นว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวนี้” มิใช่ปรากฏการณ์ในลักษณะ “อุบัติเหตุทางการเมือง” แต่เป็นการ “เตรียมการ” เป็นการตระเตรียมทั้งฝ่ายผู้เคลื่อนไหว และฝ่ายรัฐ ซึ่งในทางการข่าว มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวก่อนหน้า “เสธ.อ้าย” จะออกมาเคลื่อนไหวเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ต้องยอมรับว่า การข่าวของรัฐ โดยสภาความมั่นคง กอ.รม. และสำนักข่าวกรองยังคงมีมนต์ขลัง น่าเลื่อมใสในความแม่นยำของข้อมูลมากทีเดียว

              ปัญหาต้องพิจารณาคือ ความบานปลายของสถานการณ์ ซึ่งล่าสุดมีการพูดให้ได้ยินถึง “ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ" ทั้งจากมวลชนซึ่งคาดว่าจะมีการ “จัดตั้ง” มามากด้วยกันทั้งสองฝ่าย “มือที่สาม” รวมไปถึงมาตรการจาก “เบาไปหาหนัก” ซึ่งรัฐบาลจะต้องตัดสินใจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีกรณีเหมือนดังเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบไม่เพียงภาพลักษณ์ของประเทศ แต่รวมไปถึงชีวิตทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก ไม่นับรวมความเสียหายในแง่ของเศรษฐกิจซึ่งการปิดพื้นที่อย่างกว้างขวางสามเขตสำคัญของประเทศ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะยากต่อการปกปิดกลบเกลื่อนข้อมูลใดๆ หากมีการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด เนื่องด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร และสื่อสังคม” ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปได้ทั่วโลกเพียงเศษเสี้ยววินาที

              แต่ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่สำคัญเท่ากับ “ระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งฝ่าฟันขวากหนามมายาวนานกว่า 80 ปี จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกรูปแบบตามทำนองคลองธรรม เพราะมาตรฐานนานาชาติในการคบค้ากับประเทศซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยคงเห็นตัวอย่างมาแล้ว ทั้งจาก พม่า ลิเบีย และอีกหลายประเทศ ซึ่งถูกแรงกดดันบีบคั้นในการปิดประเทศ กระทั่งในที่สุดแรงกดดันทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องผ่อนปรนนโยบายกฎเหล็กต่างๆ เปิดประเทศรับความเสรีและความมีอิสรภาพกันอย่างพร้อมหน้า โดยไม่ถอยหลังกลับไปหา “อัศวินขี่ม้าขาว” ซึ่งไม่เชื่อว่าจะมีอยู่จริง