
พ.ร.บ.แห่งชาติ...พ.ร.บ.ความมั่นคง?
คมชัดลึกจัดถก พ.ร.บ.แห่งชาติ...พ.ร.บ.ความมั่นคง?
การประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ที่นัดชุมนุมวันที่ 24-25 พฤศจิกายน กลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นแย้งและไม่เห็นด้วย "คม ชัด ลึก" จัดเสวนาเจาะลึก ตอน พ.ร.บ.แห่งชาติ... พ.ร.บ.ความมั่นคง ?
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฐานของการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง อยู่บนฐานของข่าวลือที่แสดงถึงความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ส่วนตัวมองว่า ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และเป็นธรรมดาของผู้จัดชุมนุมที่จะโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้มาชุมนุม จึงเร็วเกินไปที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง เรื่องนี้ไม่อยากให้นำประเด็นความมั่นคงของรัฐบาลมาเกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ เพราะผู้มาชุมนุมมีความหลากหลายทางความคิด คงไม่ได้ต้องการแช่แข็งประเทศไทย
ส่วนเหตุผลในการประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง น่าจะรออีกระยะจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน การประกาศตอนนี้ถือเป็นการตัดสินใจเร็วเกินไป ต้องเปิดโอกาสให้กลุ่มองค์การพิทักษ์สยามชุมนุมก่อน การไปขัดขวางบล็อกให้มาช้า เป็นการสร้างความโกรธแค้น ทำให้บรรยากาศระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างจริงจังคือ การควบคุมเรื่องการพกพาอาวุธ แต่อย่าใช้ข่าวลือเปิดประเด็น ทำให้ผู้ชุมนุมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม และไม่อยากให้ใช้วิธีกดดัน เพราะยิ่งใช้ความรุนแรงยิ่งก่อให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น
นายทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา กล่าวว่า หากดู มาตรา 23 ของพ.ร.บ.มั่นคง จะเห็นว่า กฎหมายมีความโปร่งใสพอสมควร เพราะดึงอำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบในชั้นศาลยุติธรรมได้ แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ การประกาศของผู้ชุมนุมที่บอกว่า หากมีมากันมากๆ ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำให้รัฐบาลต้องคิดถึงมาตรการที่ต้องนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า การจะทำอะไรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ต้องเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดเจนว่า ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิโค่นล้มนายกฯ ให้ยุบสภาได้ แต่ถ้าบุกเข้าทำเนียบแล้วจับนายกฯ เป็นตัวประกันแล้วกดดันให้ลาออก มันผิดกฎหมาย
ขณะที่ รศ.ยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กล่าวว่า ปัจจัยในการประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคง ประกอบด้วยกระแสข่าวความหวาดระแวงของสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ซึ่งอาจเป็นกระแสของรัฐประหาร ทำให้รัฐบาลต้องป้องกันไว้ก่อน จึงบอกไม่ได้ว่า การประกาศกฎหมายก่อนมีม็อบจะเป็นการชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่ แต่เห็นว่า การจัดให้มีถ่ายทอดสดการชุมนุมทำให้ข้อครหาสงสัยว่าใครเริ่มก่อน ใครทำให้เกิดความเสียหายในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐบาลและสังคมว่า การใช้กำลังดูแลผู้ชุมนุมสมควรแก่เหตุหรือไม่ ในอดีตที่ผ่านมา เวลาพูดถึงการจัดการภายในเราจะไม่ค่อยพูดถึงตำรวจ มีแต่ทหาร ทั้งการจัดการเหตุภัยพิบัติต่างๆ แต่วันนี้ใช้หน่วยตำรวจ ถือเป็นกรอบของเขาโดยตรง และอาจเป็นไปได้ที่ว่าอาจได้กลิ่นรัฐประหารจึงใช้ตำรวจ และเป็นผลดีทำให้บทบาทแต่ละฝ่ายชัดเจน
ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ความเข้มของกฎหมายที่สูงกว่ากฎหมายปกติคือ พ.ร.บ.มั่นคง พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ซึ่ง พ.ร.บ.มั่นคงความจริงไม่ได้ออกมาเพื่อการนี้ กฎหมายที่จะออกมาใช้แต่ยังไม่ผ่านคือ กฎหมายการชุมนุม ทั้งนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเวลาจะใช้ต้องมีการวางแผนขออนุมัติ ครม.ก่อน แต่หากรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยวางแผนขออนุมัติ ครม.คงไม่ทัน
"การที่บอกว่า ใช้เครื่องมือตามปกติไม่ได้ ทำให้เห็นภาพตั้งแต่สนามม้าแล้วว่า ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นการชุมนุมเพื่อต่อต้านขับไล่รัฐบาล จึงมีการระดมตำรวจมาถึง 2 หมื่นนาย และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความรุนแรง เพราะผู้ชุมนุมประกาศว่า มีไม้เด็ดที่รัฐบาลต้องออกไป จึงคาดการณ์ต่างๆ ว่าจะจับตัวนายกฯ และบุกเข้าสภาหรือไม่ อีกประการคือ คดีความยึดทำเนียบ ที่ต้องตัดสินแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรขอเลื่อนไปเดือนธันวาคม ซึ่งหากมาปิดเช่นนี้อีก และศาลตัดสินว่า การยึดทำเนียบไม่ผิดกฎหมาย สามารถทำได้ ครั้งนี้คนมากันเยอะแน่ ขณะเดียวกันก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากม็อบอยู่ต่อยืดเยื้อและมีเหตุบานปลายสภาจะปิดทันที อีกประการคือ ปิดโดยที่ไม่สามารถเข้าสภาได้ หยุดเลื่อนออกไปอีกไม่มีการซักฟอก จึงถือเป็นการลองของทั้งสองฝ่าย



