ข่าว

ความท้าทายแห่งอนาคต

ความท้าทายแห่งอนาคต

23 พ.ย. 2555

รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : ความท้าทายแห่งอนาคต ด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน

รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : ความท้าทายแห่งอนาคต ด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]

 

                     พวกเราเคยสงสัยไหมครับว่า อนาคตด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงานของโลกจะเป็นอย่างไรในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลกและการใช้ชีวิตของพวกเราเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า จะมีปัจจัยขับเคลื่อนที่มีนัยสำคัญต่อภาพอนาคตของโลกและไทยอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ พลังงาน น้ำ และอาหารครับ ซึ่งผมจะขอสรุปประเด็นสำคัญดังนี้ครับ

                     1.ปัจจัยขับเคลื่อนด้านพลังงาน โดยการใช้พลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 25 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ นอน-โออีซีดี คาดว่าในอีก 25 ปี (พ.ศ.2578) โครงสร้างการใช้พลังงานโลกจะเปลี่ยนไป คาดว่าการใช้พลังงานของโลกจะอยู่ที่ 739 พันล้านล้านบีทียู เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 50 จากปี 2007 ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 62 ถูกใช้ในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกโออีซีดี โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย

                     ทั้งนี้ ทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลกจะเหลือใช้อีก 40-150 ปี ตามแหล่งเชื้อเพลิงต่างๆ ทั่วโลก โดยน้ำมันดิบเหลือใช้อีก 40 ปี ก๊าซธรรมชาติเหลือใช้อีก 60 ปี และถ่านหินเหลือใช้อีก 150 ปี หากใช้ในปริมาณที่เท่ากับ พ.ศ.2552 ต่อไปในอนาคต กรณีก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย คาดว่าจะเหลือใช้อีก 25 ปี ข้างหน้า (ประมาณ พ.ศ.2575) ดังนั้นประเทศไทยจะประสบปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตเป็นส่วนใหญ่

                     กระทรวงพลังงานของไทยคาดว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า พ.ศ.2563 (ค.ศ.2020) การผลิตไฟฟ้าของไทยจะยังคงขึ้นอยู่กับการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงเป็นไปได้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้องนำเข้าและต้องแย่งชิงทรัพยากรพลังงานจากนานาประเทศ นอกจากนี้ ทั่วโลกจะหันมาใช้พลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียนและลดความเข้มของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) โดยที่ทั่วโลกวางแผนใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) แทนการใช้พลังงานหลัก

                     รวมถึงลดความเข้มของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) เช่น เดนมาร์ก พ.ศ.2583 วางเป้าหมายให้ประชาชนใช้พลังงานลมให้ทั่วประเทศ พ.ศ.2593 สหภาพยุโรปวางแผนจะใช้พลังงานทดแทนทั้งประเทศภายใน พ.ศ.2583 กลุ่มผู้นำประเทศเอเปคมีเป้าหมายลด “ความเข้มการใช้พลังงาน” ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ไออีเอ คาดว่า หากทั่วโลกลดการใช้พลังงานหลักและหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนถึงกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030)

                     สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ.2554-2573) โดยลดความเข้มการใช้พลังงานในภาพรวมไม่เกิน 12.1 ktoe ต่อพันล้านบาท จีดีพี ภายใน พ.ศ.2573 และภายใน พ.ศ.2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายผลิตพลังงานทดแทนได้ประมาณร้อยละ 20 นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะมีการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2550-2564 (พีดีพี 2007) ซึ่งมีสาระสำคัญให้มีดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ใน พ.ศ.2563 และเพิ่มกำลังผลิตอีก 2,000 เมกะวัตต์ ใน พ.ศ.2564 แต่ยังมีการถกเถียงกันถึงความปลอดภัย

                     สัปดาห์หน้าผมจะมาพูดคุยเรื่องน้ำและอาหารกันอีกครั้งนะครับ

 

 

--------------------

(รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : ความท้าทายแห่งอนาคต ด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน : โดย ... ดร. โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected])