
ผู้ว่าฯรุดเยี่ยม25พลทหารปอดติดเชื้อ
พลทหาร 25 นายปอดติดเชื้อ ผู้ว่าฯรุดเยี่ยมดูอาการ เฝ้าระวังทั้งระบบ ทั้งไมโครพลาสมา-ไข้หวัด 2009
วันที่ 21 พ.ย. 55 เมื่อเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องประชุม ชั้น 2 โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหักจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พล.ต.พิเชฐ สุขพงศ์พิสิฐ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ พ.อ.กุลดนัย สุพิมพ์ ผอ.โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก พ.อ.ราม รังสินธ์ หน.ภาควิชาเวชศาสตร์ทหารและชุมชนวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พ.อ.อดิศร วงษา แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคปอด รพ.พระมงกุฎเกล้า พ.ท.จิตรเทพ ตรีวิมล ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 ค่ายพระศรีพนมมาศ ร.อ.ภูรีวรรธน์ โชคเกิด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ (สสจ.อุตรดิตถ์) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมประชุม ติดตาม อาการป่วยของพลทหาร ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ผลัด 2 เข้าประจำการเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 ค่ายพระศรีพนมมาศ ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล ที่ป่วยได้อาการไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะ มีไข้ เข้ารักษาตัวที่ รพ.ค่ายพิชัยดาบหักพร้อมกันถึง 25 นาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งมุ่งเน้นมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การรักษาผู้ป่วย โดยพลตรีพิเชฐ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา รพ.ค่ายพิชัยดาบหักรับพลทหาร ซึ่งเป้นทหารใหม่ มา สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 ค่ายพระศรีพนมมาศ ที่มีอาการคล้ายไข้หวัด เข้ารักษาตัว พร้อมกักบริเวณทันที จำนวน 25 นาย หลังการตรวจสอบสวนโรคเบื้องต้น พบพลทหาร 7 รายปอดเป็นหนอง อักเสบ หรือปอดติดเชื้อ ต้องให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด อีก 18 รายมีอาการไอ น้ำมูกไหล มีไข้ ปวดเมื่อย ต้องเฝ้าระวัง กักพื้นที่ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยผู้ป่วยหนักและกลุ่มเสี่ยง แยกห้องควบคุมโรคอย่างชัดเจน
พล.ต.พิเชฐ กล่าวว่า ขณะนี้ยังรอผลการตรวจเลือด ที่ส่งไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก และกรมการแพทย์ทหารบก แต่ได้สั่งการให้แพทย์ พยาบาล ให้การดูแลรักษาพลทหารที่ป่วยเต็มความสามารถ พร้อมแจ้งให้ครอบครัวของพลทหารที่ป่วยทราบเรื่องแล้ว เพื่อความปลอดภัยและควบคุมโรค ยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม แต่สามารถสอบถามอาการป่วยและรับสิ่งของฝากไปยังผู้ป่วยผ่านเจ้าหน้าที่ได้
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หลังทราบเรื่อง รู้สึกเป็นห่วง ทหารเกณฑ์ทุกนายป่วย สั่งการให้แพทย์แพทย์ผู้เชียวชาญจาก รพ.พระมงกุฎเกล้า และจากกองทัพบก ลงพื้นที่สอบสวนโรคร่วมกับแพทย์ รพ.ค่ายพิชัยดาบหัก เพราะพลทหารคือกำลังสำคัญของชาติ เป็นผู้เสียสละ ขณะเดียวกันได้พรากจากครอบครัว คนรัก เมื่อป่วยต้องดูแล ย้ำจะต้องไม่มีการเสียชีวิต นอกจากมาตรการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังได้ให้ความสำคัญกับพลทหารใหม่ทุกนาย ที่สังกัดจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ,กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 ค่ายพระศรีพนมมาศ และ ม.พัน 7 รวม 371 ราย จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจสวนโรค ให้ครูฝึกสังเกตอาการป่วย หากมีไข้สูงกว่า 37 องศา ให้นำตัวส่ง รพ.ค่ายพิชัยดาบหักทันที พร้อมบิ๊กคลีนนิ่ง ฉัดพ่นสารเคมีฆ่าเชื้อ ทำความสะอาด โรงอาหาร โรงนอน ห้องน้ำ ภาชนะทุกชิ้นภายในค่ายแล้ว เพื่อหยุดยั้งการระบาดของโรค เชื่อสามารถควบคุมโรคได้ เอาอยู่ อย่างแน่นอน" พล.ต.พิเชฐกล่าว
พ.อ.อดิศร วงษา แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคปอด รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า จาการตรวจ ติดตามอาการป่วยของพลทหาร 25 นาย ยังไม่สรุปว่าป่วยด้วยโรคอะไร ต้องรอผลการจากห้องแล็ปยืนยันชัดเจน แต่คนไข้มีอาการปอดอักเสบ มีเลือดออก มีหนอง น่าจะเป็นการติดเชื้อไวรัสไมโครพลาสมา ขณะเดียวกันก็ยังไม่ตัดโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จึงมีการให้ยารักษาควบคู่กันไป ทั้งนี้ภายใน 1 ปี จังหวัดอุตรดิตถ์ พบการระบาดของโรคลักษณะดังกล่าว 2 ครั้ง และอยู่ในหน่วยของทหารบก โดยครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีพลทหารสังกัด ม.พัน 7 ป่วยซึ่งมีผลชัดเจนว่าเชื้อไวรัสไมโครพลาสมา 70 นาย ส่วนครั้งที่ 2 สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 จำนวน 25 นาย
"ระยะเวลาการการระบาดของโรคจะอยู่ในช่วงรับทหารใหม่ สาเหตุ เกิดจากการการใช้ภาชนะร่วมกันไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ และผ้าเช็ดตัว และไม่มีใครรับรองได้ว่า ดังนั้นมาตรการป้องกันจึงจำเป็นต้องนำมาใช้อย่างเข้มงวด การให้ความรู้พลทหารก่อนเข้าประจำการเรื่องความสะอาด การใช้สิ่งของร่วมกัน เพราะเป็นลักษณะการติดเชื้อจากการอาศัยอยู่ด้วยกันของคนกลุ่มใหญ่ ที่ไม่แสดงอาการแต่มีเชื้ออยู่ในตัวบุคคล นอกเหนือจากการรักษาเมื่อพบผู้ป่วย" พ.อ.อดิศร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการประชุมนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์พร้อมคณะได้ เข้าเยี่ยม ให้กำลังใจพลทหารที่ป่วย ทั้ง 25 นาย ที่หอผู้ป่วย รพ.ค่ายพิชัยดาบหัก โดย 7 นายที่มีอาการปอดติดเชื้อ ถูกแยกห้องควบคุมโรค อีก 18 นายรักษาอาการผู้ป่วยใน ทั้งผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ต่างสวมหน้ากากอนามัย และต้องใช้น้ำยาล้างมือทุกครั้งก่อน-หลัง เข้าพบผู้ป่วย



