
เดอะ กู๊ด เดอะ แบด แอนด์ ดิ อักลี่ (1)
เดอะ กู๊ด เดอะ แบด แอนด์ ดิ อักลี่ (1): วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2325 เพียง 6 ปี สหรัฐอเมริกาก็ประกาศเอกราชจากอังกฤษ ใน พ.ศ.2319 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กัปตันฮาน ได้นำเรือกำปั่นสินค้าอเมริกัน เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ.2364 และได้ถวายปืนคาบศิลา จำนวน 500 กระบอก ได้พระราชทานทรัพย์สินคุ้มราคาค่าปืน และโปรดให้ยกเว้นภาษีอากรสินค้าส่วนหนึ่ง กับ พระราชทานบรรดาศักดิ์กัปตันฮาน เป็น ขุนภักดีราช
ต่อมาใน พ.ศ.2376 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นายเอ็ดมันด์ รอเบิร์ต เอกอัครราชทูตอเมริกันได้เดินทางมาประเทศไทย และในวันที่ 20 มีนาคม 2376 ก็ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าระหว่างสยามกับสหรัฐ ที่กรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านั้น มิชชั่นนารีอเมริกันก็เริ่มเดินทางมาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทยบ้างแล้ว
ตามความเป็นจริงนั้น ได้มีบาทหลวงฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นพระ ทำให้บาทหลวงฝรั่งเศสมุ่งที่จะทำให้คนไทยตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาเข้ารีตในศาสนาคริสต์เป็นสำคัญ เป็นเหตุให้ได้รับการต่อต้านจากคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากมิชชั่นนารีอเมริกันที่เป็นคนหนุ่มสาว มีความรู้ในด้านต่างๆ เช่นแพทย์ สาธารณสุข ครู การทำหนังสือพิมพ์ วิศวกร ฯลฯ และให้ความสงเคราะห์สังคมควบคู่ไปกับการสอนศาสนา
มิชชั่นนารีอเมริกันคนแรกที่เดินทางมาไทย คือ เดวิด เอบีล ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ.2374 และได้ร่วมกับมิชชั่นนารีอีกคนหนึ่งคือ นายทอมลิน ที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ ทั้งสองคนเป็นแพทย์และได้ร่วมกันเปิดคลินิกรักษาคนไข้ ไปพร้อมๆ กับการเผยแพร่ศาสนา รวมทั้งแจกจ่ายหนังสือสอนศาสนาภาษาไทยและภาษาจีน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงขัดขวางหรือตั้งข้อรังเกียจ เป็นแต่ในระยะแรกทางราชการไทยห้ามมิให้แจกจ่ายเอกสารเผยแพร่แก่คนไทย เพราะยังไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่บาทหลวงและมิชชั่นนารีถูกต่อต้านและลงโทษอย่างรุนแรง จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีประเทศไหนที่มิชชั่นนารีจะได้รับการต่อต้านน้อยที่สุด หรือแทบจะไม่มีเลย เท่ากับประเทศไทย”
มิชชั่นนารีอเมริกันคนสำคัญที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย มีอาทิ นายแพทย์จอห์น เทเลอร์โจน กับภรรยา และบุตรบุญธรรม คือ แซมมวล สมิธ ซึ่งในเวลาต่อมาคือ หมอสมิธ เจ้าของโรงพิมพ์หมอสมิธ ในปี พ.ศ.2378 มีมิชชั่นนารีอเมริกันเดินทางมาอีกหลายคน เช่นหมอบรัดเลย์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และการผ่าตัดในประเทศไทยและออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย หมอแม็คกิลวารี ผู้สร้างโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ หมอเฮาส์ ซึ่งช่วยชีวิตคนที่เป็นอหิวาตกโรคไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อครั้งที่อหิวาต์ระบาดในกรุงเทพฯ หมอเอ็ดวิน ซี.คอร์ต ผู้บุกเบิกโรงพยาบาลโรคเรื้อนแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ หมอเจมส์ ดับบิว.แม็คคอ์มิก ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างโรงพยาบาลแม็คคอร์มิก ที่เชียงใหม่ หมอ ที.ฮาเวิร์ด และหมอจอร์จ บี.แม็คฟาร์แลนด์ ซึ่งเป็นแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลศิริราช หมอแม็คฟาร์แลนด์ยังเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย และทำพจนานุกรมการแพทย์ไทย-อังกฤษ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอาจวิทยาคม
มิชชั่นนารีอเมริกันยังมีบทบาทสำคัญทางการศึกษา โดยหมอเฮาส์ได้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนสำหรับนักเรียนชาย ในปี พ.ศ.2395 ซึ่งคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปัจจุบัน และแหม่มแม็คฟาร์แลนด์ก็ได้ตั้งโรงเรียนการเรือนสตรีขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ.2408 ในปี พ.ศ.2414 แหม่มจอห์น แคริงตัน ก็ได้ตั้งโรงเรียนทำนองเดียวกัน และแหม่มโคล์ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวังหลังก็ได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ที่ริมคลองแสนแสบ และเปลี่ยนชื่อเป็นวัฒนาวิทยาลัย นอกจากนี้มิชชั่นนารีอเมริกันยังริเริ่มการก่อตั้งโรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ที่เชียงใหม่ และโรงเรียนเกษตรกรรมลำปาง เป็นต้น
จึงนับว่ามิชชั่นนารีอเมริกันได้มีส่วนในการวางรากฐานด้านการแพทย์ การศึกษา และสร้างสรรค์สังคมไทยเป็นอย่างมาก และแม้ว่าอาจจะไม่ได้รับความสำเร็จในด้านการเผยแพร่ศาสนาเท่าที่ควร แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย และการสร้างเด็กและเยาวชนที่เป็นกำลังของสังคมในช่วงเวลากว่า 180 ปี ที่ผ่านมา



