ข่าว

นักข่าว-นักการเมืองใครเลือกใคร?

นักข่าว-นักการเมืองใครเลือกใคร?

20 พ.ย. 2555

คมชัดลึกจัดถก นักข่าว-นักการเมืองใครเลือกใคร?

              เป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจหลังเกิดปัญหาการใช้วิวาทะรุนแรงระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ขณะให้สัมภาษณ์สถานการณ์ทางการเมือง โดยรองนายกรัฐมนตรีได้ใช้คำรุนแรงกล่าวหานักข่าวช่อง 7 ว่า เป็นพวกฝักใฝ่ประชาธิปัตย์ ซึ่งหลังจากจบการให้สัมภาษณ์ น.ส.สมจิตต์ได้เข้าไปพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมตอบโต้กลับไปว่า "ขี้ข้าทักษิณ"
 
               "คม ชัด ลึก" จัดเสวนา เรื่อง "นักข่าว นักการเมือง ใครเลือกใคร?" โดย น.ส.นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการอาวุโสเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า นักข่าวมีหน้าที่หาความจริง การพูดว่าฝักใฝ่ประชาธิปัตย์ไม่ถือเป็นการสบประมาท แต่ขึ้นอยู่กับว่า ทำข่าวแล้วบิดเบือนความจริงหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า คำว่าฝักใฝ่ กับคำว่าขี้ข้าไม่เหมือนกัน หากคุณเฉลิมบอกว่า เป็นขี้ข้าคุณทักษิณมานาน ถือเป็นการประชด สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ต้องรู้ว่าสาระสำคัญคืออะไร
 
               "ไม่ซีเรียสกับคำด่าคำว่าของบุคคล เมื่อคนที่เราต้องการข่าวไม่ให้ข่าว เราก็ไปหากับคนอื่น ส่วนกรณีที่ถูกแบนนั้น ส่วนตัวไม่ง้อ เมื่อคุณเฉลิมไม่ให้ก็ไม่ลง เพราะในแต่ละข่าวองค์ประกอบไม่ได้มีเฉพาะนักการเมือง แต่ยังมีคนอื่นที่เกี่ยวข้องอีก การถามให้ได้คำตอบเราต้องเที่ยง นิ่ง โดยไม่เผลอใส่ความเห็นของเราลงไป และต้องรู้ว่าเขามีอะไรอยู่ข้างใน ต้องพยายามเรียนรู้คน" น.ส.นิธินันท์กล่าว
 
               ขณะที่ น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า เมื่อทราบว่า คุณเฉลิมจะไม่ให้สัมภาษณ์หากอยู่ด้วย ทำให้รู้สึกเสียใจ และเสียดายโอกาสแทนรัฐบาลที่จะได้โอกาสสื่อสารกับประชาชน เพราะในความเป็นจริงต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ทั้งนี้ที่ผ่านมายืนยันว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องการปะทะคารมกับนักการเมือง ส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ผูกขาดการซักถามนั้น อาจเป็นเพราะพูดเร็ว และเรื่องที่ถามเป็นเรื่องที่ต้องการความจริงจากนักการเมืองมากกว่า ส่วนที่ไปถามคุณเฉลิมว่า เป็นขี้ข้าคุณทักษิณหรือไม่นั้น เพราะรู้สึกว่าคุณเฉลิมไม่มีสิทธิไปกล่าวหาคนอื่น 
 
               ทั้งนี้ ยืนยันว่า สิ่งที่พูดไปต้องการรักษาศักดิ์ศรีในความเป็นคน การฝักใฝ่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในขณะทำหน้าที่ คุณเฉลิมพูดออกมาในลักษณะเช่นนี้มีเจตนาอะไร คนทำข่าวเป็นปุถุชน ไม่มีเป็นกลาง แต่ต้องมีความจริงที่ต้องบอกประชาชน วันนี้สื่อมวลชนภาคสนามไม่ได้ทำตรงนั้น ประชาชนดูแล้วแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรดี ไม่ดี เช่น ชายชุดดำ ยังจะมาเถียงกันว่า มีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สื่อต้องทบทวนตัวเองว่า เวลาเสนอไปแล้วได้ต่อยอดปัญญาให้แก่ประชาชนหรือไม่ ส่วนภาพผูกติดประชาธิปัตย์นั้น อยากให้พิสูจน์ที่งาน และขอยืนยันว่า ไม่เคยทำอะไรที่ผิดต่อวิชาชีพ
 
               "หากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ปฏิบัติตามที่หาเสียงจริงๆ แก้ไขไม่แก้แค้น สลายทุกข์บำรุงสุข คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ประเทศนี้จะสงบ บ้านเมืองจะไม่มีปัญหา หากนักการเมืองมีหัวใจให้ประชาชนจริงๆ" น.ส.สมจิตต์กล่าว
 
               ด้านนายพิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ @chatechencko Siam Intellingce Unit กล่าวว่า สิ่งที่ขาดไปในสังคมคือการอดทน อดกลั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องตลก เพราะสถานการณ์การเมืองใน 5-6 ปีมีความก้าวร้าวมากขึ้น ส่วนตัวมองว่า บุคลิกคุณเฉลิมเป็นคนดุดัน เวลาเข้าถึงแหล่งข่าวต้องเข้าใจประเด็นที่ถาม เพราะบุคลิกแต่ละคนแตกต่างกัน สุดท้ายทุกคนเท่ากันเมื่ออยู่หน้ากล้อง ส่วนกรณีที่แหล่งข่าวแบนนักข่าวนั้น สิ่งที่เราต้องเจอคือความเป็นมืออาชีพ บางทีไปติดกรอบคำว่า จรรยาบรรณมากเกินไป ปัจจุบันมีวิธีการหาข่าวอีกเยอะ เช่น การไปคุยกับผู้เกี่ยวข้อง หรือหาข้อมูลเชิงเอกสาร สิ่งสำคัญคือ สิ่งที่อยากรู้ กับสิ่งที่อยากได้ บางทีเราพูดเยอะ แล้วฟังไม่พอ หรือไม่