ข่าว

คนไทยหนี้พุ่ง!หญิงเป็นหนี้มากกว่าชาย

คนไทยหนี้พุ่ง!หญิงเป็นหนี้มากกว่าชาย

21 พ.ย. 2555

คนไทยหนี้พุ่งพบหญิงเป็นหนี้มากกว่าชาย

                    การไม่มีหนี้คือลาภอันประเสริฐ คงตรงใจของผู้ที่มาร่วมอบรมสัมมนา โครงการ“แผนพัฒนาชีวิตปลอดหนี้ ชีวีมีสุข” หนึ่งในหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพ “หมอแก้หนี้” ที่ทางกรุงเทพมหานคร โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “ชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้” (ปสล) เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลแก่ผู้ที่เป็นหนี้ ที่ศูนย์สัมมนา วิเทรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนลเฮ้าส์ ดอนเมือง เมื่อเร็วๆ นี้

                    ดร.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กรุงเทพมหานครในฐานะที่ปรึกษาชมรมปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้กันมากขึ้น เฉลี่ยครัวเรือนละ 130,000 กว่าบาท หรือ จากแต่ก่อนในเดือนๆ หนึ่งแต่ละครอบครัวต้องชำระหนี้คิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน แต่ปัจจุบันตัวเลขการชำระหนี้พุ่งสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และแนวโน้มที่พบ คือ ผู้ที่มีรายได้น้อยกลับมีหนี้สูงกว่าผู้ที่มีรายได้มาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนับเป็นวิกฤติอย่างมาก ดังนั้นทางชมรมฯ จึงอยากสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนที่มีภาระหนี้สิน ด้วยการรู้จักรับมือกับการจัดการกับหนี้สิน ใช้ชีวิตพอเพียง และไม่ก่อหนี้เพิ่ม

                    “หนี้ไม่ได้แบ่งแยกเพศ แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงจะเป็นหนี้มากกว่าผู้ชาย ทั้งช็อปปิ้ง ดูแลครอบครัว การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หลายคนเลือกเป็นหนี้เพราะความจำเป็น เช่น เอาไปใช้ในการลงทุน บางคนเป็นหนี้เพื่อการศึกษาลูก หรือ เพราะเจ็บป่วย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ คนที่เป็นหนี้เพราะความฟุ่มเฟือย  แต่ไม่ว่าจะเป็นหนี้ด้วยกรณีไหนๆ ก็ต้องใช้คืน แต่หากจุดหนึ่งที่ใช้คืนไม่ไหว เราก็ต้องรู้วิธีการใช้เงินคืนให้ชีวิตเราอยู่ได้ ไม่เป็นภาระกับการดำเนินชีวิตต่อไป มีข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับผู้ที่เป็นหนี้ในระบบ คือ ดูว่าเป็นหนี้แบบไหน หนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน อย่างบ้านหรือรถ หรืออีกประเภทหนึ่งคือหนี้ส่วนบุคคล เราควรใช้หนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันก่อน เพราะไม่เช่นนั้นสินทรัพย์ก็จะถูกยึดไปด้วย” ดร.รัชดา แนะนำ

                    อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถจัดการกับหนี้ก้อนโตจนได้รับหมายศาลนั้น "อ้วน" อารีวรรณ จตุทอง ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย แนะนำว่า ไม่ควรตื่นตระหนก เพราะทุกอย่างต้องมีทางออกเสมอ ประเด็นสำคัญคือ เมื่อได้เห็นจดหมายจากศาลแล้ว หลายคนกลัว เครียด ทำอะไรไม่เป็น แล้วปล่อยไว้โดยไม่สู้คดี จนเขามายึดทรัพย์สิน ดังนั้น หากได้จดหมายจากศาลแล้ว ต้องตั้งสติให้ดี และหาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทนายความ หรือผู้รู้ที่สามารถช่วยเหลือเราได้ รวบรวมเอกสารสำคัญต่างๆ ไปตามคำนัดของศาลเพื่อขอประนอมหนี้หรือผ่อนชำระหนี้ตามศักยภาพของตัวเอง 

                    ในงานยังมีตัวแทนลูกหนี้มาเล่าถึงประสบการณ์ที่เคยตกเป็นหนี้ รวมทั้งวิธีหาทางออกจากวิกฤติชีวิตในครั้งนั้นด้วย

                    อัญเทพ คงเกตุ หนุ่มใหญ่ที่เคยตกเป็นหนี้บัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อส่วนบุคคลถึง 37 ใบ จนเป็นหนี้กว่าล้านบาท เล่าว่า เริ่มทำบัตรเครดิตตั้งแต่ปี 2533  จากเงินเดือนเพียง 7,000 บาท เรื่อยมาจนเงินเดือนสูงถึง 35,000 บาท ตอนนั้นค่อนข้างชะล่าใจ ใครติดต่อมาให้ทำบัตรอะไรก็ทำหมด สนุกกับการใช้จ่าย สุรุ่ยสุร่ายมาก และไม่มีการวางแผนการเงินใดๆ จนท้ายสุดมีบัตรทุกประเภทรวม 37 ใบ จนพอปี 2547 เริ่มหมุนเงินไม่ทัน จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อนำเงินจากการลาออกมาใช้หนี้ แต่ตอนนั้นกลับเลือกนำเงินไปทำธุรกิจกระจก ซึ่งขาดทุนและต้องปิดกิจการ จึงกลายเป็นมีหนี้เพิ่มพูนจากเดิมมากถึงกว่าล้านบาท

                    “เมื่อรับผิดชอบกับภาระหนี้สินไม่ไหว ผมก็ตัดสินใจไปประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ทุกธนาคารและทุกบัตร และตอนนี้ก็ทยอยชำระหนี้เท่าที่ทำได้ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเราพลาดไป ผมต้องเสียทั้งครอบครัว บ้าน รถ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนที่ตัดสินใจทำบัตรเครดิตครั้งแรกเรายังอุ่นใจ คิดว่าทำหลายใบยังไงก็มีเงินจ่ายแน่นอน แต่พอเยอะขึ้นเรื่อยๆ และบางบัตรเครดิตให้วงเงินแบบไม่จำกัดเลย ก็เลยชะล่าใจ ไม่วางแผนการเงิน จนสุดท้ายต้องหมดตัว ผมจึงอยากฝากให้กับคนรุ่นใหม่ที่เลือกใช้บัตรเครดิต ให้วางแผนการเงินของตัวเองด้วย และไม่ควรทำเกิน 2 ใบ ” อัญเทพ แนะนำส่งท้าย