ข่าว

ปชป.อัดรัฐสกัดม็อบ-คาดโทษขรก.

ปชป.อัดรัฐสกัดม็อบ-คาดโทษขรก.

20 พ.ย. 2555

ปชป.​อัดรัฐสกัดม็อบ-คาดโทษขรก.ร่วมชุมนุม สับ 'เลขาฯสมช.' ​กุข่าวแดงเทียมป่วน จี้ตอบรับวันซักฟอกของวุฒิสภา ดักคอใช้แผนพาดพิงแจงแทน 'ปู' ซัดกองปราบ 2 มาตรฐาน

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 55  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การบริหารงานของรัฐบาลนี้พบว่า มีการข่มขู่คุกคามไม่ให้ผู้ที่มีความเห็นต่าง ออกมาแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นแผนสกัดมวลชนไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. กับองค์การพิทักษ์สยาม โดยมีทั้งการเจรจา การข่มขู่ คาดโทษข้าราชการที่ไม่สามารถดำเนินการสกัดกั้นมวลชนได้ บางพื้นที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สกัดประชาชน ข่มขู่รถตู้ รถทัวร์ ไม่ให้รับงานขนคนเข้ามาในพื้นที่กทม.​ พร้อมมีการตั้งด่านสกัดเข้ม ทั้งๆ ที่การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ การสกัดกั้นจะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรง

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.) ออกมาระบุว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงเทียมเตรียมป่วนการชุมนุม 5,000 คนนั้น เป็นการสะท้อนวุฒิภาวะ ว่าไม่น่าจะใช่เลขาธิการสมช. แต่น่าจะเป็นเลขาธิการนปช. เพราะหากเรื่องกลุ่มคน 5,000 คนเป็นจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่สามารถปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรงได้ ซึ่งการพูดจาทำนองนี้ ยังเป็นการกันไม่ให้แกนนำเสื้อแดงต้องมารับผิดชอบหากเกิดความรุนแรงขึ้น รวมไปถึงกรณีที่ตำรวจสันติบาลออกมาระบุถึงกระแสข่าวว่าจะมี เอ็ม79 ซึ่งหากมีการทำร้ายประชาชน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ

                    นายชวนนท์ ​กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำมากกว่าการมาปล่อยข่าว คือ ไปแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องในขณะนี้ อาทิ ข้อเรียกร้องขององค์การพิทักษ์สยาม ​ซึ่งนอกจากไม่แก้ไขแล้ว ยังให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาพูดจาหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด โดยไม่มีท่าทีป้องปรามเลย​ ทั้งนี้ ขอถามไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯรัฐมนตรี กรณีเหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลในการแถลงร่วมระหว่างนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายกฯ ที่ปล่อยให้มีการถามคำถาม​เรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หาก​คนที่ดูแลคำถามเป็นนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ขอถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจงใจปล่อยผ่านกระบวนการตั้งคำถามให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ​ซึ่งนายกฯ ต้องรับผิดชอบว่าปล่อยให้คำถามนั่นผ่านมาได้อย่างไร ​

                    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.ภาคกทม.พรรคประชาธิปัตย์​ กล่าวว่า การออกมาให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.ภราดร นั้น ​เป็นการทำหน้าที่ของสมช. หรือทำหน้าที่เป็นโฆษก นปช.กันแน่ เพราะตรงนี้เป็นภาระหน้าที่ของสมช.ในการประสานงานเพื่อยุติการดำเนินการสุ่มเสี่ยงต่างๆ ถ้าไม่ดำเนินการยุติ เพียงออกมากุข่าวนั้นคิดว่า สมช.กำลังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่​ทำลายความมั่นคงของประเทศมากกว่ารักษาความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตามจากวันนี้จนถึงวันที่จะมีการชุมนุม ตน ขอเรียกร้องให้สมช.รักษาเกียรติยศ เกียรติภูมิของตัวเอง อย่าลดตัวไปเป็นทาสรับใช้นักการเมืองในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ​

                    นายองอาจ กล่าวอีกว่า ใกล้ถึงวันที่การชุนนุมใหญ่ขององค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ปรากฏว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้กลยุทธ์ลดความสนใจในการอภิปราย และพยายามลดกระแสการรวมตัวในการชุมนุม โดยรัฐบาลใช้วิธีโหมกระพือข่าวว่า จะมีความรุนแรง เช่น เรื่องมือที่สาม มีคนเสื้อแดงเทียมเข้ามาปะปนก่อให้เกิดความรุนแรง ซ่องสุ่มอาวุธสงคราม และผู้คนจำนวนมาก เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ และลดจำนวนผู้ชุมนุม

                    นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้​การเข้าร่วมชุมนุมของประชาชนตามสิทธิที่สามารถชุมนุมได้โดยสันติปราศจากอาวุธ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจรัฐบาล ต้องยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ และการชุมนุมของประชาชนด้วยถ้ารัฐบาลยังดำเนินการกลยุทธ์ 2 ด้านเท่ากับรัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อระบอบประชาธิปไตยการชุมนุมที่เป็นคู่กรณีมองการตรวจสอบของฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องการขัดขวาง

 

เตือนรบ.ทำข้อตกลงต้องคำนึงถึงประโยชน์ปท.

 

                    นายองอาจ แถลงว่า กรณี​การเดินทางของผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางเยือนไทย เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จะเดินทางมาประเทศไทยนั้น อยากฝากรัฐบาลว่าในการทำข้อตกลงหรือเอ็มโอยูในแต่ละเรื่องนั้น ควรต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ประเทศไทยไม่ควรทำตัวเป็นลูกไล่ประเทศมหาอำนาจ แต่ควรทำตัวให้พวกเขาเกรงใจ รักษาดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ ให้ไทยสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

                    นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้​การรุกคืบเข้ามาในภูมิภาคนี้ของสหรัฐฯในด้านความมั่นคง มิติทางทหาร การค้าการเติบใหญ่ การขยายอิทธิพลของจีน ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ถือว่าประเทศไทยมีจุดเด่นในภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิยุทธศาสตร์​เป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียนที่ประเทศมหาอำนาจ และจีนให้ความสำคัญ ในส่วนของไทยจะต้องมีแนวคิดด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทหารที่เข้มแข็งและทัดเทียมประเทศมหาอำนาจที่เข้ามายึดสมรภูมิในอาเซียน

 

จี้ 'รัฐบาล' ตอบรับวันซักฟอกของวุฒิสภา

 

                    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงข่าวว่า วิปฝ่ายค้านมีมติสนับสนุนการใช้สิทธิของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ที่ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติ วันที่ 23-24 พ.ย.นี้ นอกจากนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลตอบรับเนื่องจากการใช้สิทธิขอวุฒิสภาดังกล่าวทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา

                    นายจุรินทร์กล่าวถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 25-27 พ.ย.นี้ว่า ตนกังวลต่อการประท้วงของส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่จะมีเกิดขึ้น จนทำให้เสียเวลาการอภิปรายของส.ส.พรรคฝ่ายค้านและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ครบ 30 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังกังวลถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านยอมรับว่าต้องมีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก แต่ประเด็นหลักก็จะยังอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกกยื่นอภิปราย

                    นายจุรินทร์ กล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 22 พ.ย.ว่า ฝ่ายค้านจะมีการตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลต่อ มาตรการการดูแลความปลอดภัยของการชุมนุมในนามองค์การพิทักษ์สยาม ในวันที่ 24 พ.ย.นี้

 

ดักคอ พท.ใช้แผนพาดพิงแจงแทน 'ปู'

 

                    นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรค ว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเป็นห่วงเรื่องกระบวนการจัดการประชุมอภิปรายว่าอาจจะมีอุปสรรคเกิดขึ้น เช่น การประท้วงจนทำให้ไม่สามารถควบคุมเวลาและสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับคนฟังได้ และเรื่องการไม่ตอบคำถามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยตนเอง ที่ผ่านมามีความพยายามสนับสนุนความคิดที่จะให้คนอื่นตอบแทน โดยใช้วิธีการพาดพิง หรือยกเว้นข้อบังคับ ซึ่งทางพรรคได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อบังคับการประชุม และรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพราะมีการบัญญัติชัดว่า กรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้ที่ถูกอภิปรายจะต้องตอบคำถามด้วยตนเอง แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่สามารถใช้สิทธิ์พาดพิงชี้แจงแทนได้ ซึ่งหากมีการใช้วิธีการเช่นนี้ ก็จะให้ส.ส.ของพรรคลุกขึ้นทักท้วงทันที

 

เตรียมยื่นกมธ.ตร.สภาฯ สอบกองปราบ 2 มาตรฐาน

 

                    นายราเมศ รัตนเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 พ.ย. ตนจะยื่นเรื่องต่อนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เรียกกองปราบปราม มาสอบสวนและสอบถามความคืบหน้าในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหลังจากที่ตนได้แจ้งความกับแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่ามีความผิดฐานกบฏจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2552-2553 แต่ก็ยังไม่มีการเรียกแกนนำ นปช.มารับทราบข้อกล่าวหา

                    นายราเมศ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามในข้อหากบฏและซ่องโจร จากกรณีร่วมกันชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ตนอยากให้นายสิงห์ทอง ใช้หลักกฎหมาย คิดด้วยใจที่เป็นกลางจริงๆ และถี่ถ้วนว่าการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ไม่เข้าข่ายกบฏ เพราะชุมนุมโดยสงบไม่มีการใช้อาวุธ และไม่เข้าข่ายลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ ม.68 แต่หากนายสิงห์ทอง คิดไม่ได้ก็อยากจะให้ย้อนกลับไปดูการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2552-2553 ที่ผิดฐานกบฏชัดเจน เนื่องจากมีการไล่ล่านายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตามการดำเนินการของพรรคเพื่อไทย เป็นความพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งการแจ้งความก็ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะยับยั้งการชุมนุม