
ปชป.อัดรัฐสกัดม็อบ-คาดโทษขรก.
ปชป.อัดรัฐสกัดม็อบ-คาดโทษขรก.ร่วมชุมนุม สับ 'เลขาฯสมช.' กุข่าวแดงเทียมป่วน จี้ตอบรับวันซักฟอกของวุฒิสภา ดักคอใช้แผนพาดพิงแจงแทน 'ปู' ซัดกองปราบ 2 มาตรฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 55 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การบริหารงานของรัฐบาลนี้พบว่า มีการข่มขู่คุกคามไม่ให้ผู้ที่มีความเห็นต่าง ออกมาแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นแผนสกัดมวลชนไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. กับองค์การพิทักษ์สยาม โดยมีทั้งการเจรจา การข่มขู่ คาดโทษข้าราชการที่ไม่สามารถดำเนินการสกัดกั้นมวลชนได้ บางพื้นที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สกัดประชาชน ข่มขู่รถตู้ รถทัวร์ ไม่ให้รับงานขนคนเข้ามาในพื้นที่กทม. พร้อมมีการตั้งด่านสกัดเข้ม ทั้งๆ ที่การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ การสกัดกั้นจะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรง
นายชวนนท์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาระบุว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงเทียมเตรียมป่วนการชุมนุม 5,000 คนนั้น เป็นการสะท้อนวุฒิภาวะ ว่าไม่น่าจะใช่เลขาธิการสมช. แต่น่าจะเป็นเลขาธิการนปช. เพราะหากเรื่องกลุ่มคน 5,000 คนเป็นจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่สามารถปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรงได้ ซึ่งการพูดจาทำนองนี้ ยังเป็นการกันไม่ให้แกนนำเสื้อแดงต้องมารับผิดชอบหากเกิดความรุนแรงขึ้น รวมไปถึงกรณีที่ตำรวจสันติบาลออกมาระบุถึงกระแสข่าวว่าจะมี เอ็ม79 ซึ่งหากมีการทำร้ายประชาชน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ
นายชวนนท์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำมากกว่าการมาปล่อยข่าว คือ ไปแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องในขณะนี้ อาทิ ข้อเรียกร้องขององค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งนอกจากไม่แก้ไขแล้ว ยังให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาพูดจาหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด โดยไม่มีท่าทีป้องปรามเลย ทั้งนี้ ขอถามไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯรัฐมนตรี กรณีเหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลในการแถลงร่วมระหว่างนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายกฯ ที่ปล่อยให้มีการถามคำถามเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากคนที่ดูแลคำถามเป็นนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ขอถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจงใจปล่อยผ่านกระบวนการตั้งคำถามให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนายกฯ ต้องรับผิดชอบว่าปล่อยให้คำถามนั่นผ่านมาได้อย่างไร
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.ภาคกทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกมาให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.ภราดร นั้น เป็นการทำหน้าที่ของสมช. หรือทำหน้าที่เป็นโฆษก นปช.กันแน่ เพราะตรงนี้เป็นภาระหน้าที่ของสมช.ในการประสานงานเพื่อยุติการดำเนินการสุ่มเสี่ยงต่างๆ ถ้าไม่ดำเนินการยุติ เพียงออกมากุข่าวนั้นคิดว่า สมช.กำลังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความมั่นคงของประเทศมากกว่ารักษาความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตามจากวันนี้จนถึงวันที่จะมีการชุมนุม ตน ขอเรียกร้องให้สมช.รักษาเกียรติยศ เกียรติภูมิของตัวเอง อย่าลดตัวไปเป็นทาสรับใช้นักการเมืองในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นายองอาจ กล่าวอีกว่า ใกล้ถึงวันที่การชุนนุมใหญ่ขององค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ปรากฏว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้กลยุทธ์ลดความสนใจในการอภิปราย และพยายามลดกระแสการรวมตัวในการชุมนุม โดยรัฐบาลใช้วิธีโหมกระพือข่าวว่า จะมีความรุนแรง เช่น เรื่องมือที่สาม มีคนเสื้อแดงเทียมเข้ามาปะปนก่อให้เกิดความรุนแรง ซ่องสุ่มอาวุธสงคราม และผู้คนจำนวนมาก เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ และลดจำนวนผู้ชุมนุม
นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้การเข้าร่วมชุมนุมของประชาชนตามสิทธิที่สามารถชุมนุมได้โดยสันติปราศจากอาวุธ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจรัฐบาล ต้องยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ และการชุมนุมของประชาชนด้วยถ้ารัฐบาลยังดำเนินการกลยุทธ์ 2 ด้านเท่ากับรัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อระบอบประชาธิปไตยการชุมนุมที่เป็นคู่กรณีมองการตรวจสอบของฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องการขัดขวาง
เตือนรบ.ทำข้อตกลงต้องคำนึงถึงประโยชน์ปท.
นายองอาจ แถลงว่า กรณีการเดินทางของผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางเยือนไทย เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จะเดินทางมาประเทศไทยนั้น อยากฝากรัฐบาลว่าในการทำข้อตกลงหรือเอ็มโอยูในแต่ละเรื่องนั้น ควรต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ประเทศไทยไม่ควรทำตัวเป็นลูกไล่ประเทศมหาอำนาจ แต่ควรทำตัวให้พวกเขาเกรงใจ รักษาดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ ให้ไทยสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้การรุกคืบเข้ามาในภูมิภาคนี้ของสหรัฐฯในด้านความมั่นคง มิติทางทหาร การค้าการเติบใหญ่ การขยายอิทธิพลของจีน ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ถือว่าประเทศไทยมีจุดเด่นในภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิยุทธศาสตร์เป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียนที่ประเทศมหาอำนาจ และจีนให้ความสำคัญ ในส่วนของไทยจะต้องมีแนวคิดด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทหารที่เข้มแข็งและทัดเทียมประเทศมหาอำนาจที่เข้ามายึดสมรภูมิในอาเซียน
จี้ 'รัฐบาล' ตอบรับวันซักฟอกของวุฒิสภา
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงข่าวว่า วิปฝ่ายค้านมีมติสนับสนุนการใช้สิทธิของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ที่ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติ วันที่ 23-24 พ.ย.นี้ นอกจากนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลตอบรับเนื่องจากการใช้สิทธิขอวุฒิสภาดังกล่าวทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา
นายจุรินทร์กล่าวถึงประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 25-27 พ.ย.นี้ว่า ตนกังวลต่อการประท้วงของส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่จะมีเกิดขึ้น จนทำให้เสียเวลาการอภิปรายของส.ส.พรรคฝ่ายค้านและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ครบ 30 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังกังวลถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านยอมรับว่าต้องมีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก แต่ประเด็นหลักก็จะยังอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกกยื่นอภิปราย
นายจุรินทร์ กล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 22 พ.ย.ว่า ฝ่ายค้านจะมีการตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลต่อ มาตรการการดูแลความปลอดภัยของการชุมนุมในนามองค์การพิทักษ์สยาม ในวันที่ 24 พ.ย.นี้
ดักคอ พท.ใช้แผนพาดพิงแจงแทน 'ปู'
นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรค ว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเป็นห่วงเรื่องกระบวนการจัดการประชุมอภิปรายว่าอาจจะมีอุปสรรคเกิดขึ้น เช่น การประท้วงจนทำให้ไม่สามารถควบคุมเวลาและสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับคนฟังได้ และเรื่องการไม่ตอบคำถามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยตนเอง ที่ผ่านมามีความพยายามสนับสนุนความคิดที่จะให้คนอื่นตอบแทน โดยใช้วิธีการพาดพิง หรือยกเว้นข้อบังคับ ซึ่งทางพรรคได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อบังคับการประชุม และรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพราะมีการบัญญัติชัดว่า กรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้ที่ถูกอภิปรายจะต้องตอบคำถามด้วยตนเอง แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่สามารถใช้สิทธิ์พาดพิงชี้แจงแทนได้ ซึ่งหากมีการใช้วิธีการเช่นนี้ ก็จะให้ส.ส.ของพรรคลุกขึ้นทักท้วงทันที
เตรียมยื่นกมธ.ตร.สภาฯ สอบกองปราบ 2 มาตรฐาน
นายราเมศ รัตนเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 พ.ย. ตนจะยื่นเรื่องต่อนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เรียกกองปราบปราม มาสอบสวนและสอบถามความคืบหน้าในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหลังจากที่ตนได้แจ้งความกับแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่ามีความผิดฐานกบฏจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2552-2553 แต่ก็ยังไม่มีการเรียกแกนนำ นปช.มารับทราบข้อกล่าวหา
นายราเมศ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามในข้อหากบฏและซ่องโจร จากกรณีร่วมกันชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ตนอยากให้นายสิงห์ทอง ใช้หลักกฎหมาย คิดด้วยใจที่เป็นกลางจริงๆ และถี่ถ้วนว่าการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ไม่เข้าข่ายกบฏ เพราะชุมนุมโดยสงบไม่มีการใช้อาวุธ และไม่เข้าข่ายลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ ม.68 แต่หากนายสิงห์ทอง คิดไม่ได้ก็อยากจะให้ย้อนกลับไปดูการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2552-2553 ที่ผิดฐานกบฏชัดเจน เนื่องจากมีการไล่ล่านายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตามการดำเนินการของพรรคเพื่อไทย เป็นความพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งการแจ้งความก็ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะยับยั้งการชุมนุม



