
เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ(ภาคใต้)เอื้อประโยชน์
เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ(ภาคใต้)เอื้อประโยชน์ ด้านธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์แก่มาเลย์ : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
ประเด็นที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าน้อยใจอย่างมาก เพราะการเป็นผู้ประกอบการในสังคมไทยโดยเฉพาะธุรกิจด้านการขนส่งโลจิสติกส์ กำลังเป็นธุรกิจที่เจอกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่พวกเขาได้จ่ายภาษีและจ้างแรงงานในประเทศ แต่นั่นก็เหมือนกับว่ามันเป็นกรรมเวรที่ต้องไปเจอกับเจ้าภาพของภาครัฐหลายส่วนตั้งแต่ เจ้าหน้าที่ด้านการใช้ถนน ด่านและนโยบายการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้เกิดผู้เล่นที่ซ้ำซ้อนกันในหน้าที่ อย่างเช่นศุลกากร ตำรวจทางหลวง สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าของจังหวัด เจ้าหน้าที่ด้านนโยบายการเจรจาด้านโลจิสติกส์กับต่างประเทศ ประเด็นเหล่านี้ส่งผลให้ไม่เกิดความเกื้อหนุนและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมในการลงทุน และหากเป็นชายแดนระหว่างประเทศกับมาเลย์นั้นยิ่งทำให้เกิดความไร้สถาบันที่ผู้ประกอบการต้องหาทางออกโดยตนเอง เพราะเป็นเส้นทางการค้าที่มีมูลค่า 3-4 แสนล้านบาทต่อปี กำไรที่เป็นมูลค่าด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ 10% ก็คิดเป็นรายได้ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี รายได้ที่เป็นตัวเลขคร่าวๆ ตรงส่วนนี้ที่กำลังเปลี่ยนเป็นของมาเลย์ เนื่องจากหากเปิดประเทศในกลุ่มเออีซีคาดว่าตัวเลขการปิดบริษัทและการย่อขนาดกิจกรรมของบริษัทด้านการขนส่งและโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้น รวมถึงเปลี่ยนแปลงเพื่อหันไปทำธุรกิจด้านอื่นๆ ที่เข้าสู่ตลาดง่ายกว่า อย่างเช่น งานด้านคลังสินค้า ธุรกิจโรงแรม ซึ่งในปัจจุบันบางกลุ่มก็เปลี่ยนกิจการไปแล้ว เพราะไม่สามารถที่จะลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ในภาครัฐจะให้คำแนะนำว่าบริษัทควรที่จะมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ให้ได้ ถามว่าผู้ประกอบการรู้เรื่องนี้หรือไม่ รู้แต่ปัญหาที่มีนั้นมันมากกว่าเรื่องนี้ กล่าวคือ
เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ฝ่ายจดทะเบียนบริษัทด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศได้อนุญาตในการเปิดบริษัทอย่างเสรี โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมในการกำหนดการแข่งขันในตลาด ในขณะที่มาเลเซียได้กำหนดขนาดบริษัททำให้บริษัทคู่แข่งในไทยเกิดการลดต้นทุนราคาสินค้าโดยอาศัยการค้าน้ำมันเถื่อนเป็นรายได้ชดเชย มีผลทำให้บริษัทที่ไม่ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ เกิดความล้มเหลวในตลาดการขนส่งและโลจิสติกส์ ประกอบกับความขัดแย้งทางนโยบายของภาครัฐ นั่นคือ ภาครัฐพยายามที่จะโฆษณาให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี แต่กลับไม่มีโครงสร้างพื้นฐานมารองรับผู้ประกอบการในภาคใต้ ทำให้ผู้ประกอบการจึงไม่กล้าใช้ก๊าซเอ็นจีวีเพราะมีความเสี่ยงอย่างมากหากประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ หากไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามเวลาก็จะต้องชดเชยค่าเสียหายเป็นหลักล้าน จึงมีคำถามว่า นโยบายส่วนนี้ทำไมภาครัฐไม่กล้าลงทุนในการสร้างหลักประกันความเสี่ยง
หากมองในเชิงลึกมันอาจจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าสีเทาๆ อยู่ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่คือผู้ที่ดำเนินการธุรกิจดังกล่าว ผลที่ตามมาคือน้ำมันเป็นต้นทุน 65% ของต้นทุนการขนส่ง จึงเป็นเรื่องยากในการลดต้นทุนเพราะอยู่ในสภาพที่ไร้สถาบันและการแบ่งแยกแรงงาน ประกอบกับการเจรจาการร่วมมือกันระหว่างประเทศด้านการขนส่งโลจิสติกส์ไม่เคยได้รับข้อมูลของผู้ประกอบการในฐานะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งโลจิสติกส์ การประชุมหรือการเจรจามักได้คำพูดที่รู้สึกว่าสวยๆ หน้าตาฉลาด แต่เมื่อนำมาปฏิบัตินั้นส่งผลเสียหายอย่างมากแก่ผู้ประกอบการ อย่างเช่น ในการขนส่งไปมาเลเซียนั้นจะมีการจ่ายค่าประกันภัยระหว่างประเทศมีมูลค่า 500 บาทต่อครั้ง ในขณะที่ต้นทุนของรายได้หากขนส่งน้ำยางจะมีมูลค่า 4,500 บาท แต่หากซื้อประกัน 500 บาท รายรับในส่วนนี้ก็จะหายไป และจะต้องประสบกับคู่แข่งภายในประเทศ คือ การตัดราคากัน ซึ่งจะทำให้รายรับเหลือเพียง 3,500 บาท ส่งผลให้ธุรกิจการขนส่งไม่สามารถดำเนินการไปได้ เพราะทำธุรกิจที่ขาดทุน แต่หากมาเลย์ทำกิจการนี้เอง เจ้าหน้าที่ก็จะปล่อยปละละเลย
คำถามคือเจ้าหน้าที่ภาครัฐปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ลุกลามไปได้อย่างไร? จะจงใจหรือไม่จงใจ แต่นั่นชี้ให้เห็นว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่มาเลย์ ทำให้ผู้ประกอบการรับสภาพการปิดบริษัทหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ใช่การขนส่งและโลจิสติกส์ นักบวชในศาสนาอิสลามในสมัยอาณาจักรไบแซนไทน์กล่าวว่า ผู้ที่มีความรู้และผู้ที่ไม่รู้หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่เป็นธรรม คน 2 กลุ่มนี้จะไปสู่นรก แต่นั่นเราไม่ปรารถนาให้ธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ดำเนินต่อไปเพราะนี่เป็นสินทรัพย์ของสังคมตัวหนึ่งใน จ.สงขลา ที่เราให้การเคารพและเป็นรากฐานที่สำคัญด้านเศรษฐกิจของจังหวัด



