ข่าว

เขียนเรื่องจีนบ้างดีกว่า

เขียนเรื่องจีนบ้างดีกว่า

20 พ.ย. 2555

เขียนเรื่องจีนบ้างดีกว่า : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             ความจริงอยากจะเขียนเรื่องโอบามามาเยือนไทย แต่ก็ขอยอมรับตรงๆ ว่าเวลาที่เขียนไม่ค่อยจะเหมาะสม เพราะเมื่อส่งต้นฉบับของสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวที่มาเยือนไทยก็ยังไม่มีรายละเอียด แต่พอจะเขียนเข้าจริงก็ต้องส่งต้นฉบับก่อนโอบามาจะมาถึงบ้านเรา
 
              แถมท้ายว่าเมื่อบทความตีพิมพ์ โอบามา ก็ออกจากประเทศไทยไปซะแล้ว…อะไรจะรวดเร็วขนาดนั้น
 
              เลยคิดว่ามาเขียนดักทางเรื่องจีนดีกว่า เพราะขณะที่บทความนี้ยังมีชีวิตอยู่นั้น ก็เป็นช่วงที่ เวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีนมาเยือนไทยพอดี
 
              แต่เรื่องนี้ก็พูดยากว่าน่าตื่นเต้นไหม เพราะบางคนก็บอกว่าเขาก็เคยมาหลายครั้ง (ครั้งนี้ครั้งที่ 4) แถมนี่ก็เป็นครั้งที่เขาจะมาประเทศไทยก่อนลงจากตำแหน่ง
 
              แต่อย่าลืมครับผมว่ากว่าเขาจะลงจากตำแหน่งจริงๆ ก็ปาเข้าไปตั้งมีนาปีหน้า
 
              นั่นแหละครับ จึงเป็นประเด็นที่อยากจะพูดถึงในวันนี้ เพราะดังที่ได้เคยเสนอไปบ้างแล้วว่า จุดที่โดดเด่นของการเมืองจีนนั้นก็คือเรื่องของเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการตอบโจทย์ของปมปัญหาทางการเมืองในประเทศของเขาเอง จากในยุคอดีต
 
              มากกว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเปิดใจให้กว้างนิดหนึ่งว่าในระดับหนึ่ง เขาก็มีการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ เพียวแต่ว่าการมีส่วนร่วมในทุกระดับนั้นอาจจะไม่ได้เป็นไปตามขนบของประชาธิปไตยเสรี
 
              อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในโลกตะวันตกในตอนนี้ก็แทบจะกล่าวได้ว่าสนใจความเปลี่ยนแปลงในจีนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงในอเมริกาเสียเอง แต่การอ่านการวิเคราะห์ของตะวันตกนั้นก็ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าเขาก็มีอคติและความคาดหวังแบบโลกเสรีเจือปนอยู่ไม่ใช่น้อย
 
              ดังที่เห็นได้จากบทวิเคราะห์ส่วนมากที่ออกมาก็จะให้ความสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงในจีนภายหลังการเปลี่ยนผ่านผู้นำสู่รุ่นที่ห้านี้ จะไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับเรื่องประชาธิปไตย เพราะท่าทีของผู้นำรุ่นนี้ก็ยังมีลักษณะอนุรักษนิยมอยู่มาก
 
              แต่ในอีกด้านหนึ่ง สื่อและนักวิเคราะห์จากโลกตะวันตก ก็เชื่อว่าเขามองเห็นสัญญาณของความเสื่อมถอยของระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของจีนมากขึ้น
 
              ด้วยความเชื่อที่ว่า เศรษฐกิจนั้นกำหนดการเมือง กล่าวคือ เศรษฐกิจของจีนนั้นไม่ค่อยดีนัก และคนจะเริ่มตั้งคำถามว่าที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้นเพราะว่ามีระบบการพัฒนาทุนนิยมแบบที่เน้นเครือข่ายการคอร์รัปชั่นในหมู่ผู้ถืออำนาจในรัฐ ความเชื่อและทัศนะเช่นนี้ยังต่อเนื่องไปถึงการวิเคราะห์ว่าแม้ว่าผู้นำของจีนจะพูดเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชั่น แต่การพูดเช่นนี้ก็เป็นการพูดที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1950 แต่สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นเพียงคำพูดสวยหรูมากกว่าสิ่งอื่นใด
 
              แม้ว่าจะมีการพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ๆ อาทิ การเพิ่มมิติประชาธิปไตยภายในพรรค โดยที่พยายามเพิ่มผู้สมัครที่จะมาแข่งขันในการเลือกตั้ง (แต่ทุกคนก็จะต้องภักดีกับพรรค) หรือการพูดถึงการสานเสวนา (deliberative democracy) แต่ก็จะเป็นไปในลักษณะของการปรึกษาหารือที่ไม่ได้ส่งอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายไปที่ประชาชนอยู่ดี
 
              กล่าวโดยสรุปนั้น นักวิเคราะห์ตะวันตกยังเชื่อว่า ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว และผลกระทบทางการเมืองจากการพัฒนาเศรษฐกิจ จะทำให้จีนนั้นต้องปรับตัว และเชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์นั้นจะไม่รอด
 
              แต่ผมกลับรู้สึกว่า เรื่องสำคัญมันอยู่ที่การที่องค์กรขนาดใหญ่เหล่านั้นยังพยายามปรับตัว และผลประโยชน์ที่ชาติตะวันตกต้องการจากระบบการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งจีน (และพม่าด้วย) ที่ทำให้ระบบเหล่านี้ยังดำเนินไปได้ครับผม