
กาบกล้วยและใบตอง
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : กาบกล้วยและใบตอง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ลอยกระทงคือประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานับพันปี ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งสยาม เมื่อถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือตรงกับเดือนยี่ตามปฏิทินชาวเหนือ ผู้คนก็พากันประดิดประดอยกระทงเพื่อนำไปลงลอยขอขมาต่อพระแม่คงคา โดยนิยมลอยกระทงกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำต่อเนื่องไปจนถึงยามดึก
วัสดุที่ถูกนำมาทำกระทงส่วนใหญ่ได้มาจากธรรมชาติรอบรั้วบ้าน ที่นิยมกันมากที่สุดได้แก่ใบตองและกาบกล้วย ด้วยว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกกันอยู่ทุกบ้านในทุกภาคของประเทศไทย อีกทั้งใบตองและกาบกล้วยยังสามารถนำมาตัดเจียนและรัดตรึงให้เข้ารูปแบบต่างๆ ได้ง่าย ข้อสำคัญลอยน้ำอยู่ได้นานและเมื่อนำมาทำกระทงในขณะที่ยังสด จะไม่ติดไฟที่อาจจะลามมาจากเทียนซึ่งปักเอาไว้กลางกระทงอีกด้วย
เมื่อโลกก้าวหน้ามาจนถึงยุคของโฟมซึ่งถูกนำไปใช้งานแพร่หลายในทุกๆ วงการ กระทงใบตองและกาบกล้วยก็ถูกโฟมเข้ามาโจมตีแย่งชิงการใช้ประโยชน์ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเอากล่องโฟมเข้ามาแทนที่ใบตองห่ออาหารสดและแห้ง หรือแม้แต่นำเอาโฟมมาประดิดประดอยเป็นกระทงที่สามารถใส่สีแต่งเติมได้หลากหลาย มากกว่ากระทงใบตองและกาบกล้วยที่มีเพียงสีเขียวธรรมชาติเท่านั้น
จากนั้นบรรดานักอนุรักษนิยมก็เริ่มออกมาบอกถึงผลร้าย ของการที่มนุษย์นำเอาโฟมมาใช้งานกันดาษดื่นมากเกินไป รวมทั้งรณรงค์ให้คนไทยหันกลับไปใช้กระทงใบตองแทนกระทงโฟมอีกด้วย เพราะภาพของเศษขยะจากกระทงโฟมที่ลอยขาวโพลนเต็มท้องน้ำ หลังจากคืนวันลอยกระทงผ่านพ้นไปถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทุกช่องทาง
การรณรงค์ให้คนไทยหันกลับมาใช้กระทงกาบกล้วยและใบตองถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการใช้โฟมลงไปได้แล้ว ยังเท่ากับช่วยฟื้นฟูศิลปะการตัดเจียนใบตอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของประเทศไทยให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง แต่การรณรงค์โดยไม่บอกกล่าวให้ครบถ้วนก็อาจจะเป็นเรื่องที่มีผลร้ายติดตามมาด้วยเช่นกัน
เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่หลงคิดว่า การใช้กระทงกาบกล้วยใบตองลอยในคืนเพ็ญเดือนสิบสอง แล้วก็ไม่ต้องเก็บกระทงที่ลอยสะเปะสะปะเคว้งคว้างตามแหล่งน้ำหลังคืนวันลอยกระทง ด้วยเข้าใจว่ากาลเวลาจะทำให้กาบกล้วยและใบตองเหล่านั้น ย่อยสลายตัวเองไปได้ตามธรรมชาติโดยไม่มีผลเสียล้วนเป็นการสร้างความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง
เพราะแม้ว่าใบตองและกาบกล้วยจะสามารถเปื่อย และย่อยสลายไปได้เองเมื่อเน่าและจมลงไปสู่ก้นน้ำ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สามหรือสี่เดือนเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวแม้ว่ากาบกล้วยและใบตองจะย่อยสลายกลายสภาพไปแล้ว แต่ก็จะกลายเป็นเลนโคลนที่ทำให้ท้องน้ำตื้นเขินและสามารถกีดขวางทางน้ำไหลได้ด้วย
ดังนั้น ต่อให้คนไทยหันมาใช้กาบกล้วยและใบตอง ทำกระทงเพื่อลอยตามประเพณีโบราณกันทั้งหมด หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ ก็ยังต้องไม่ลืมว่ายังต้องทำหน้าที่เก็บกระทงเหล่านั้น ขึ้นไปฝังเก็บหรือทำลายตามวิธีการที่ถูกต้องต่อไปนะครับ
----------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : กาบกล้วยและใบตอง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



