
รักสามเส้าสหรัฐ-ไทย-จีน
รักสามเส้าสหรัฐ-ไทย-จีน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อิทธิพลของสหภาพโซเวียตและลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางจนสร้างความกังวลใจแก่ประเทศเสรีนิยมทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองก็รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดครองประเทศจีนเป็นผลสำเร็จ และเรียกร้องให้สหรัฐปกป้องไทย แต่ท่าทีของสหรัฐในเวลานั้นแสดงว่าไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาในเอเชียหรือเผชิญหน้ากับจีน โดยอ้างว่าสหรัฐมีพันธกรณีอยู่กับญี่ปุ่นเท่านั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ก็ให้คนไทยป้องกันตัวเองแล้วขอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ แต่เมื่อเกิดสงครามเกาหลี ในปี พ.ศ.2493 และการแบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ ประเทศไทยได้ให้ความสนับสนุนสหรัฐ ทั้งการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี และการรับรองรัฐบาลเวียดนามใต้ ทำให้สหรัฐให้ความช่วยเหลือทางทหารทั้งการฝึกอบรม และอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการพัฒนาในด้านต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2496 นายพลไอเซนฮาวร์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และได้เปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศเป็นการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยชักชวนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ให้ร่วมกันก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) ตามสมมุติฐานของทฤษฎีโดมิโนที่ว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งมีอันต้องล้มลงประเทศที่เหลือก็จะล้มตามไปด้วย ซึ่งในเวลานั้นประเทศในอินโดจีนคือเวียดนาม กัมพูชา และลาว อยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ด้วยกำลังทหารกับฝ่ายคอมมิวนิสต์
ใน พ.ศ.2504 จอห์น เอฟ.เคนเนดี้ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และเป็นเวลาที่สถานการณ์ในลาวอยู่ในขั้นเลวร้าย ทหารของรัฐบาลไม่สามารถต่อสู้กับกองกำลังของฝ่ายขบวนการประเทศลาวที่นิยมคอมมิวนิสต์ได้ โดยที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อกับลาวจึงได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ประเทศไทยได้เรียกร้องให้ สปอ.ส่งกำลังเข้ามาแก้ไขวิกฤตการณ์ แต่อังกฤษและฝรั่งเศสต้องการให้มีการประชุมเจรจากับฝ่ายคอมมิวนิสต์เพื่อให้ลาวเป็นประเทศที่เป็นกลาง แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็ใช้มาตรการทางทหารเพื่อบีบบังคับขบวนการประเทศลาวให้ปฏิบัติตามความตกลง ประธานาธิบดีเคนเนดี้ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ พร้อมด้วยนาวิกโยธิน 5,000 คน มาประจำที่ฐานทัพใน จ.อุดรธานี และมีคำสั่งให้นาวิกโยธินสหรัฐ ในแปซิฟิกเตรียมพร้อม ทั้งยังส่งรองประธานาธิบดีลินดอน บี.จอห์นสัน เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในเวลาต่อมา พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เดินทางไปกรุงวอชิงตัน และลงนามร่วมกับนายดีน รัสต์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2505 มีใจความสำคัญว่า “สหรัฐถือว่าการรักษาเอกราช และบูรณภาพของประเทศไทย เป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผลได้ผลเสียของสหรัฐและต่อสันติภาพของโลก”
ในส่วนของสงครามเวียดนาม รัฐบาลไทยได้ตอบสนองคำขอของสหรัฐในการยินยอมให้ใช้สนามบินหลายแห่งในประเทศไทยสนับสนุนการปฏิบัติการของทหารสหรัฐในเวียดนาม ในปี พ.ศ.2507 มีเครื่องบินรบ 75 เครื่อง และทหารสหรัฐ 6,300 คนประจำอยู่ในประเทศไทย เมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐก็เพิ่มจำนวนเครื่องบินรบ เป็น 600 เครื่อง และทหาร 54,000 คน ต่อมาในปี พ.ศ.2511 ได้มีการตกลงด้วยวาจาระหว่างผู้นำรัฐบาลไทยกับเจ้าหน้าที่สหรัฐ ยินยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพในประเทศไทย จนกระทั่งสหรัฐถอยทัพจากเวียดนาม ในปี พ.ศ.2518
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลไทยได้เปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความสัมพันธ์ที่มีต่อสหรัฐ โดยเรียกร้องให้สหรัฐถอนฐานทัพจากประเทศไทย ประกอบกับเวลานั้นได้เกิดกรณีมายาเกซ โดยสหรัฐส่งนาวิกโยธินเดินทางผ่านประเทศไทยไปนำเรือมายาเกซที่ถูกเขมรแดงยึดไว้กลับคืนมา โดยไม่ได้ขออนุญาตไทยก่อน อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ เสื่อมโทรมถึงขีดสุด
เมื่อสหรัฐล่าถอยจากเวียดนามใต้ ในเดือนเมษายน พ.ศ.2518 ไทยต้องเผชิญกับการรุกรานจากภายนอกเพียงลำพัง ดังนั้นในเดือนกรกฎาคม 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี จึงนำคณะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นครั้งแรก โดยมีโอกาสพบกับผู้นำของจีน ทั้งประธานเหมา เจ๋อตุง นายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล และ รองนายกรัฐมนตรี เติ้ง เสี่ยวผิง รวมทั้งได้มีพิธีลงนามสถาปนาความสันพันธ์ทางการทูตต่อกัน
ครับ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ และไทย-จีน ที่มีลักษณะเหมือนรักสามเส้า ซึ่งผมนำมาเล่าให้ฟังกันเล่นๆ ครับ



