ข่าว

จับตา!ไทยรักษาดุลอำนาจ'สหรัฐ-จีน'

จับตา!ไทยรักษาดุลอำนาจ'สหรัฐ-จีน'

19 พ.ย. 2555

ที่นี่บัวแก้ว : จับตาไทย รักษาดุลอำนาจระหว่างสหรัฐ กับจีน : โดย...นันทิดา พวงทอง

                      การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกรัฐบาลของผู้นำ 2 ขั้วมหาอำนาจของโลก "นายบารัก โอบามา" ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับ "นายเวิน เจียเป่า" นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ได้สะท้อนถึงนัยสำคัญทางความสัมพันธ์ในหลายมิติของสองประเทศที่มีต่อไทย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะวางบทบาท เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐ กับจีนไว้ได้อย่างไร

                      การที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา มีแผนเดินทางมายังประเทศไทยในระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน นับเป็นการเดินทางออกจากสหรัฐเป็นครั้งแรก หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง และการเลือกจะเดินทางมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคนไทยที่ให้การต้อนรับผู้นำประเทศเบอร์หนึ่งของโลก ก่อนที่ประธานาธิบดีโอบามา จะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ว่า การเดินทางของประธานาธิบดีโอบามาครั้งนี้ เป็นสัญลักษณ์ในทางการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐ ที่พยายามเข้ามากระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรดังเดิมของสหรัฐ อย่างประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 177 ปี ขณะเดียวกัน สหรัฐได้เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ใหม่กับพม่า รวมถึงการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นอีกด้วย

                      ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า สหรัฐพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น ในรูปแบบของการแผ่อิทธิพลอำนาจอย่างนุ่มนวล หรือซอฟต์เพาเวอร์ อาทิ ความร่วมมือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการให้ความช่วยเหลือกรณีพิบัติภัยทางธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ ก็เพื่อดำเนินตามยุทธศาสตร์สกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายอำนาจมายังเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรทางธรรมชาติ แร่ธาตุ ป่าไม้ ก๊าซและน้ำมัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นประตูสู่พม่า อินเดีย ที่เป็นเส้นทางไปยังเอเชียตอนบนไปสู่เป้าหมาย ในแถบยูเรเซียที่ถือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหัวใจหลักของโลก

                      ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างแถลงข่าวร่วม ว่าด้วยการประกาศการเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือทีพีพี ซึ่งนักวิชาการได้ส่งเสียงเตือนว่า การเจรจาดังกล่าว ต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีเนื้อหาครอบคลุมหลายสาขา เกี่ยวพันกับหลายกระทรวง และเกี่ยวโยงกฎหมายหลายฉบับ แม้ไทยจะได้ประโยชน์การค้า แต่อาจกระทบต่อด้านทรัพย์สินทางปัญญา-สิทธิบัตร โดยเฉพาะการเข้าถึงยาและบริการสาธารณสุขแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงวาระซ่อนเร้นของประเทศมหาอำนาจที่เราต้องรู้เท่าทัน

                      นอกจากนี้ ได้มีการประเมินกันว่า ในปี 2025 ขนาดเศรษฐกิจจีนจะใหญ่ เท่ากับอเมริกา สิ่งนี้เป็นการท้าทายอำนาจอเมริกา และมีนัยอย่างสำคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต โดยที่นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า จะมีแผนการเยือนประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายนนี้ จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งต่อบทบาทไทยที่จะเล่นเกมของ 2 ผู้นำมหาอำนาจนี้

                      รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า มีแนวโน้มที่สัมพันธ์ระหว่างไทยต่อสหรัฐกับจีน จะเกิดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการวางตัวและกำหนดจุดยืนของไทยให้มีความชัดเจน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความลำบากใจและหวาดระแวงต่อกัน แน่นอนว่า เมื่อไทยใกล้ชิดประเทศหนึ่งมากขึ้น อีกประเทศหนึ่งย่อมขยับเข้าใกล้ประเทศไทยด้วยเช่นกัน เรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ต่อ 2 ประเทศมหาอำนาจให้ชัด รู้เท่าทันและช่วงชิงโอกาสนี้เสนอข้อต่อรองที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยบ้าง

                      สถานการณ์เช่นนี้ คงต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมือง ที่จะรักษาสมดุลความสัมพันธ์ที่มีต่อความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศให้ลงตัวที่สุด

 

 

--------------------

(ที่นี่บัวแก้ว : จับตาไทย รักษาดุลอำนาจระหว่างสหรัฐ กับจีน : โดย...นันทิดา พวงทอง)