
ผู้เลี้ยง'หมู-ไก่-ไข่'อ่วมขาดทุนหนัก
ผู้เลี้ยง 'หมู-ไก่-ไข่' ยังอ่วม เจอปัญหาซ้ำซาก-จี้รัฐบริหารจัดการ : รายงานพิเศษ : โดย...อนัญชนา สาระคู
ในสถานการณ์ที่อาหารสำเร็จรูปที่ดูจะปรับขึ้นราคากันแบบไร้ทิศทาง โดยอ้างกันเพียงค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้น เมื่อย้อนกลับมาสำรวจถึงต้นทุนวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหาร ในกลุ่มโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ สถานการณ์ดูจะยังไม่ดีขึ้นสำหรับเกษตรกร ซึ่งตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเฉลี่ยทั้งปีแล้วยังประสบกับภาวะขาดทุน
ส่วนสาเหตุหลักของการขาดทุนนั้นเกิดขึ้นจากผลผลิตล้นตลาดต่อเนื่องและยาวนาน จนบางอุตสาหกรรมแบกขาดทุนไม่ไหว เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ที่ถึงขั้นปิดกิจการนับพันราย และแม้ว่าราคาผลผลิตล่าสุดจะปรับตัวดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังประสบกับภาวะต้นทุนที่ถีบตัวสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะราคาอาหารสัตว์ ที่ปรับสูงขึ้นไปแล้วกว่า 20%
รัฐแก้ไม่ถูกทางทำไข่ไก่ขาดทุนหนัก
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในแต่ละกลุ่ม พบว่ายังต้องการการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่ประสบปัญหาอย่างหนัก โดยนายนรินทร์ ปรารถนาพร เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยไข่คละใหญ่หน้าฟาร์มราคาอยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท แต่ยังต่ำกว่าต้นทุนซึ่งอยู่ที่ฟองละ 2.70 บาท เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นมาแล้วกว่า 20% ทำให้เกษตรกรต้องแบกภาระขาดทุนต่อเนื่อง ซึ่งต้นเหตุหลักของการขาดทุนดังกล่าวมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา ที่ให้เปิดนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี จนเกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
"ผลกระทบหนักสุดอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2555 จนขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นบ้างแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกราว 6-7 เดือน และจะกลับมาเป็นปัญหาหนักเช่นเดิมอีก เนื่องจากต้นทางของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร" นายนรินทร์กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยคือราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นกว่า 20% จากปัญหาภัยแล้งในสหรัฐ ที่กระทบต่อราคาวัตถุดิบหลายตัวให้ปรับสูงขึ้น
นายนรินทร์ กล่าวด้วยว่า การให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ ทั้งการให้เงินชดเชยปลดแม่ไก่ยืนกรง ซึ่งปกติก็จะมีการปรับตัวโดยการปลดแม่ไก่อยู่แล้ว จนตอนนี้เหลือแก่ไก่รุ่นที่ไม่สามารถปลดได้อีกแล้ว รวมถึงการช่วยเหลือลดต้นทุนทางการเงิน ถือว่าเป็นความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยขณะที่ปัญหามันใหญ่กว่านั้นมาก โดยทั้งอุตสาหกรรมผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนไปมากถึง 30%
“หนทางที่ดีคือการบริหารจัดการ ให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับและอยู่ร่วมกันได้ เช่น การจะรักษาระดับราคาไข่คละหน้าฟาร์มให้อยู่ที่ฟองละ 2.80 บาท ให้ดูว่าเกษตรกรจะสามารถอยู่ได้หรือไม่ และเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้หรือไม่ หากสามารถตกลงกันได้แล้ว ก็ให้มาดูว่าการจะให้ราคาไข่ไก่อยู่ได้ในระดับดังกล่าวควรจะมีพ่อแม่พันธุ์ไก่จำนวนเท่าใดถึงจะเหมาะสม หากทำได้เช่นนี้ถือว่า วิน วิน กันทุกฝ่าย” นายนรินทร์ กล่าวและว่า แต่หากไม่สามารถแก้ไขได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยที่มีกว่า 4 หมื่นราย ก็จะอยู่ไม่ได้ เหลือแต่รายใหญ่ที่มีสายป่านยาวเท่านั้น ซึ่งก็จะมีผลกระทบไปยังผู้บริโภคในที่สุดจากการที่ราคาไข่ไก่จะมีแนวโน้มสูงขึ้น
ในด้านการตลาดนั้น จะต้องมีการจัดระบบใหม่ เช่น มีส่วนกลางในการบริหารจัดการ และกระจายไข่ไก่ออกสู่ตลาด ส่วนการคุมราคา หากจะคุมก็น่าจะคุมราคาทุกขั้นตอนให้มีอัตรากำไรที่เหมาะสม แต่ขณะนี้กลับเป็นการคุมราคาเฉพาะหน้าฟาร์มเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ปัจจุบันในกลุ่มไข่ไก่เองประสบกับปัญหาขาดทุน แต่ในขั้นตอนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์ วิตามิน และกลุ่มขายปลีกเองกลับมีกำไรในทุกขั้นตอน ดังนั้นหากจะให้ยุติธรรมควรนำออกจากสินค้าควบคุมจะดีกว่า
ราคาไก่เนื้อขยับแต่จะอยู่ไม่นาน
ด้านนายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาไก่เนื้อล่าสุดถือว่าดีขึ้นแล้ว โดยเป็นราคาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อพอจะมีกำไรอยู่บ้าง แต่หากคำนวณเฉลี่ยทั้งปีแล้วถือว่ายังประสบกับภาวะขาดทุน เนื่องจากขาดทุนต่อเนื่องมานานแล้วจากปัญหาผลผลิตล้นตลาด และรายใหญ่มีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนสถานการณ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปรับตัวลดการเลี้ยงไก่ลง ซึ่งล่าสุดลดลงไป 2-3 ล้านตัว อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ที่ดีเช่นนี้ จะอยู่ได้นานเพียง 2 เดือน เพราะเมื่อไก่ได้ราคาดีก็จะมีการเพิ่มจำนวนการเลี้ยงขึ้นอีก จนกลายเป็นปัญหากลับมาอีกครั้ง
“ปัญหาขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า ราคาไก่เนื้ออยู่ในระดับที่ดีมากจนมีการเพิ่มปริมาณการเลี้ยง จนผลผลิตล้นตลาดในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาปรับลดลงอย่างหนัก อีกทั้งประสบกับภาวะต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น จนราคาราคาขึ้นมาอยู่ที่กก.ละ 22 บาทแล้ว จากเดิมราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่กก.ละ 12-15 บาทเท่านั้น ซึ่งตัวหลักๆ ที่สูงขึ้นได้แก่ กากถั่วเหลือง และข้าวโพด” นายวีระพงษ์ กล่าว
ตีกันรัฐกดราคาดันรายได้เกษตรกร
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาเนื้อหมูขณะนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่เมื่อเฉลี่ยทั้งปีกลุ่มเกษตรกรยังคงมีการขาดทุนสะสม ซึ่งเกิดจากการขาดทุนสะสมต่อเนื่องมากกว่า 7 เดือน คิดเป็นขาดทุนสะสมเฉลี่ยตัวละ 600 บาทแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ากลุ่มเกษตรกรในภาคอีสานประสบภาวะภัยแล้งกำลังเดือดร้อนหนัก ขาดน้ำในการเลี้ยง จำเป็นต้องรีบขายสุกรเร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังพยายามให้ความช่วยเหลือ โดยผลักดันราคาสุกรหน้าฟาร์มในภาคอีสานให้ได้ใกล้เคียงกับราคาในภาคกลาง
“มองว่าภาครัฐเองยังไม่มีเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลืออย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การจะช่วยเหลืออะไรมาก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรมากดราคาเกษตรกร” นายสุรชัย กล่าว
ด้านแหล่งข่าววงการผู้เลี้ยงสุกร กล่าวว่า ราคาเนื้อหมูแม้จะปรับตัวขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาดีทำให้เกษตรกรขยายกำลังการผลิตมากจนผลผลิตออกมาล้นตลาด ขณะเดียวกันยังประสบกับภาวะราคาอาหารสัตว์แพงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนในการเลี้ยงหมูให้สูงขึ้น 5-10% อย่างไรก็ตาม เมื่อประสบปัญหาเกษตรกรต่างแก้ปัญหาด้วยการปรับตัว แต่ในระยะยาวมองว่าจะต้องแก้ปัญหาให้ครบทั้งห่วงโซ่การผลิต (ซัพพลายเชน) ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ควรจะมีมาตรการดำเนินการที่ชัดเจน เช่น ระยะสั้นควรช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในราคาถูก
นอกจากนี้ ในระยะยาวควรสนับสนุนการตั้ง เอาท์เลท ให้เกษตรกร เป็นจุดจำหน่ายกระจายสินค้า ซึ่งถือว่าวิธีการนี้จะช่วยลดขั้นตอนคนกลางไปได้ เป็นหนทางลดต้นทุนราคาได้อีกทางหนึ่ง สุดท้ายคือการช่วยบริหารจัดการทั้งซัพพลายเชน
“ยอมรับว่าตราบใดที่ผลผลิตสูงเกินความต้องการ ราคาก็จะไม่ดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีนโยบายที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ และราคาเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค นั่นก็คือวิธีการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ตัดทอนพ่อค้าคนกลาง นับเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดมาร์จิ้นในส่วนนี้ลง ถือเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”แหล่งข่าวกล่าว
ดังนั้น การบริหารจัดการดีมานด์และซัพพลาย นับเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งน่าจะเป็นหนทางที่ภาครัฐควรเข้ามาจัดการ เพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย
--------------------
(ผู้เลี้ยง 'หมู-ไก่-ไข่' ยังอ่วม เจอปัญหาซ้ำซาก-จี้รัฐบริหารจัดการ : รายงานพิเศษ : โดย...อนัญชนา สาระคู)



