ข่าว

ปชป.ดาหน้าซัดรบ.สกัด'ม็อบเสธ.อ้าย'

ปชป.ดาหน้าซัดรบ.สกัด'ม็อบเสธ.อ้าย'

17 พ.ย. 2555

ปชป.ดาหน้าถล่มรัฐ คิดให้ดี ใช้ พ.ร.บ.มั่นคงสกัด 'ม็อบเสธ.อ้าย' ยัน 'มาร์ค' พ้นราชการแล้วถอดยศไม่ได้ ติงระวังข้อตกลงร่วมสหรัฐฯ ทำปท.เสียหาย

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 55  ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ว่า ขณะนี้สถานการณ์ส่อเค้าว่า จะมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการชุมนุม และได้สร้างความหวั่นไหวให้กับคนในรัฐบาล ซึ่งเห็นได้จากการออกมาดิสเครดิตองค์การพิทักษ์สยามรายวัน เปรียบเสมือนกับรัฐบาลเติมเชื้อไฟให้คนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของนายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย ซึ่งระบุว่ามีการจ้างชาวบ้านเข่าร่วมชุมนุม รายละ 1,500 - 2,000 บาท เพราะคำพูดเหล่านี้จะทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น เพราะเป็นการดูถูก ดูแคลนประชาชนว่าใช้เงินซื้อได้ จึงทำให้ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวในหลายจังหวัด ที่ประชาชนจะเข้าร่วมชุมนุม และขอเตือนว่า ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

 

แนะรัฐประเมินสถานการณ์ก่อนใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

 

                    นายองอาจ คล้ามไพบูลย์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า รัฐบาลพยายามจะใช้วิชามารเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุม เห็นได้จากก่อนหน้านี้มีคนในรัฐบาลพยายามสร้างข่าวฝ่ายเดียวอยู่ตลอดว่าการชุมนุมจะมีความรุนแรง มีมือที่สามจะเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมไปถึงการปล่อยข่าวว่าการชุมนุมในครั้งนี้มีกลุ่มทุนที่ลงขันกันล้มรัฐบาลกว่า 6,000 ล้านบาท มีกลุ่มการพนัน ธุรกิจบ่อน อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ถ้าเรื่องที่รัฐบาลออกมาระบุเป็นความจริง ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลหาหลักฐานมาแสดง หรือถ้ามีกลุ่มทุนที่ลงขันล้มรัฐบาล มีธุรกิจบ่อนอยู่เบื้องหลังจริง ก็ขอให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ดำเนินการเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะถ้ารู้แล้วและไม่จับกุมจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

                    นายองอาจ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรตั้งธงว่าการชุมนุมครั้งดังกล่าวนี้จะเกิดเหตุรุนแรง แต่ขอให้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ไปตามจริง เพราะจะทำให้มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามเหตุการณ์ การคิดไปเองว่าจะเกิดความรุนแรง และเลือกที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแต่แรกทั้งที่ยังไม่มีเหตุใดบ่งบอก อาจทำให้ปัญหาบานปลาย

 

ทีมกม.ให้เวลากองปราบฯ เรียก 'เสื้อแดง' ก่อกบฏปี 53

 

                    นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า อย่าใช้ 2 มาตรฐานกับผู้ชุมนุมทางการเมือง รัฐบาลต้องตระหนักให้ดีว่าการชุมนุมดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ หากไม่เข้าใจตนก็คิดว่าคนของรัฐบาลควรที่จะกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา 68 ที่ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" หากรัฐบาลคิดไม่ได้ก็ขอให้ย้อนกลับไปดูการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 53 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการชุมนุมครั้งที่จะเกิดขึ้น ต่างราวฟ้ากับเหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีทั้งการใช้อาวุธ มีการติดตามไล่ล่านายกรัฐมนตรีและคนของรัฐบาลอย่างจริงจัง ซึ่งล้วนแล้วแต่ผิดกฎหมาย

                    นายราเมศ กล่าวอีกว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ 2 มาตรฐาน คือ เหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาแสดงความเห็นแล้วรัฐบาลระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อกลุ่มประชาชนอื่นๆ ออกมาแสดงความเห็นบ้าง รัฐบาลกลับชี้ว่าเป็นกบฏ ดังนั้น ตนอยากเรียนว่ารัฐมนตรีบางคนที่อยู่ในคณะะรัฐมนตรีนี้เป็นกบฏโดยชัดเจน แต่ยังได้ตอบแทนเป็นถึงเสนาบดี คือ 1. นายจตุพร พรหมพันธุ์ 2. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3. นพ.เหวง โตจิราการ 4. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง 5. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และพวก ซึ่งข้อเท็จจริงในการชุมนุมครั้งนั้นชัดเจนว่าเป็นกบฏ ทั้งนี้ ตนก็ได้ไปกล่าวหาที่กองปราบปรามเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา

                    นายราเมศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การแจ้งความที่กองปราบปราบ ตนจะให้เวลากองปราบเร่งดำเนินการออกหมายเรียกให้เสร็จภายในวันที่ 21 พ.ย. นี้ ถ้าหากยังไม่มีความคืบหน้าก็จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ เพื่อเรียกตัวผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องชี้แจงว่าเหตุใดจึงมี 2 มาตรฐานเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม

 

โอดถูกรัฐบาลเล่นงานทุกทาง

 

                    นายราเมศ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังใช้ทุกองคาพยพจ้องทำลายคนและพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ 1 คือการกระทำต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรมแม้แต่น้อย ซึ่งก็ต้องยืนยันว่าการปลดออกจากราชการเป็นการกลั่นแกล้งและหวังผลทางการเมือง ทั้งนี้คำสั่งของกระทรวงกลาโหม เป็นคำสั่งที่มีคนตั้งใจร่างขึ้นมา และทุกประโยคทุกคำที่ปรากฏในคำสั่งก็เพื่อไว้ให้สมุนและพวกจัดการกับผู้นำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ขอเตือนไปยัง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต และพวกเตรียมรับความผิดไว้ได้เลย อีกหนึ่ง องคาพยพที่รัฐบาลใช้จัดการ คือ กรมสอบสวนคดีที่พิเศษ (ดีเอสไอ)  โดยใช้เป็นเครื่องมือในกรณีการรับบริจาคเงินบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วม ที่มีการตั้งธงในการยุบพรรค และคดี 68 ศพ เตรียมสรุปสำนวนเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฏร์ธานี เพื่อเป็นเงื่อนไขออกร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ

 

โชว์หลักฐานกฤษฎีกาตีความ พ้นราชการแล้วปลดอีกไม่ได้

 

                    นายชวนนท์ แถลงถึงกรณีการดำเนินการถอดยศนายอภิสิทธิ์ พร้อมนำเอกสารเทียบเคียงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัย คดีของ พล.อ.นิพนธ์ ธีระพงษ์ อดีตเจ้ากรมทหารสื่อสาร กองทัพบก ว่า กระทรวงกลาโหมไม่สามารถถอดยศ หรือปลดออกจากราชการได้ หากพ้นจากราชการไปแล้ว ทั้งนี้ทราบมาว่า ได้มีการสอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องถอดยศ พล.อ.นิพนธ์ ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดร้ายแรง แต่ขณะนั้น พล.อ.นิพนธ์ ได้เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ทำความเห็นส่งกลับมาว่า การปลดข้าราชการทหารออกจากการประจำการ จะต้องเป็นข้าราชการทหาร ที่ประจำการอยู่เท่านั้น และปัจจุบันนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่มีสถานะเป็นข้าราชการกระทรวงกลาโหม หรือทหารสัญญาบัตร ซึ่งรมว.กลาโหมจะสั่งปลดไม่ได้ และหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาลต่อไป

 

เตือนคำนึง 4 ปัจจัยสำคัญพ่วงข้อตกลงทีพีพีร่วมสหรัฐฯ

 

                    นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พ.ย.นี้ ว่า ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมีรายการแถลงการณ์ร่วมกับผู้นำสหรัฐฯ เกี่ยวกับการทำข้อตกลงในหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งจะครอบคลุมในหลายเรื่องที่จะมีผลกระทบตามมา ดังนั้นตนจึงขอเตือนรัฐบาลว่าให้ระมัดระวังและคำนึงถึงผลได้ ผลเสียตลอดจนความพร้อมของประเทศไทยในทุกด้าน เพราะหากตกลงร่วมแล้วจะกระทบมากมายหลายด้านต่อประโยชน์โดยรวมของคนในสังคมไทย ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างในประเด็นที่ผลในวงกว้าง 4 ประเด็น คือ 1. ข้อตกลงในสิทธิบัตรยา โดยหากรัฐบาลไทยตกลงกรอบ ทีพีพี ก็จะทำให้การเข้าถึงยาของคนไทยยากมากขึ้น เพราะยาจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวระบุชัดว่า ห้ามต่อรองราคายา ซึ่งทราบอยู่แล้วว่าประเทศสหรัฐฯเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลก

                    2. สิทธิบัตรในพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยที่หากตกลง อาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะเทคโนโลยีต่างๆ ยังล้าหลัง เสี่ยงต่อการถูกใช้ประโยชน์ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าของสินค้า 3. การเปิดเสรีทางการเงิน ที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถเข้าถือหุ้นครอบครองสถาบันการเงินได้ถึง และ 4. จะเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำการค้า การลงทุนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วไปได้ 100% คือเป็นการค้าเสรี 100% สามารถถือครองเป็นเจ้าของได้เช่นกัน จึงเสี่ยงต่อการเสียประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการด้านต่างๆ ของไทย

                    ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องคำนึงหากมีการตกลง เพราะต้องยอมรับว่ายังมีหลายส่วนที่รัฐบาลยังไม่มีความพร้อม อาทิ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานด้านแรงงานและโทรคมนาคม ดังนั้นในการทำข้อตกลงดังกล่าวนี้อย่ามองแต่ผลที่จะได้ทางเศรษฐกิจแต่ยังคาบเกี่ยวถึงความมั่นคงด้วยจึงขอให้มองอย่างรอบคอบทุกด้านเพราะหากลงนามในข้อตกลงไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้ ผลกระทบที่ตามมาจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชน

 

เสนอตั้งกองทุนช่วยอุตฯขนาดเล็ก

 

                    นายชวนนท์ แถลงถึงการเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 ว่า รู้สึกเป็นห่วง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีโรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางด้านค่าจ้างแรงงานถูก โดยเชื่อว่าหากปรับค่าแรงขึ้นจริงพร้อมกัน จะทำให้ธุรกิจเอสเอมอีหรือโรงงานขนาดเล็กต้องปิดตัวทันที ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่จะต้องย้ายฐานการผลิตมายังกรุงเทพฯและปริมณฑล เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจทางด้านค่าแรงและลดค่าขนส่ง ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลหามาตรการป้องกันและแก้ปัญหา โดยขอให้รัฐบาลประเมินว่าอุตสาหกรรมใดที่มีความจำเป็น ใช้แรงงานจำนวนมาก และไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ก็ขอให้ออกมาตรการช่วยเหลือ โดยอาจจะมีลักษณะจัดตั้งกองทุนให้กับอุตสาหกรรมเหล่านั้นในช่วง 2 ปีแรกที่มีการปรับค่าแรงพร้อมกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างไรเพื่อไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้วย