ข่าว

เมื่อผอ.ซีไอเอตกม้าตายจากอีเมลฉาว

เมื่อผอ.ซีไอเอตกม้าตายจากอีเมลฉาว

18 พ.ย. 2555

เมื่อผอ.ซีไอเอตกม้าตายจากอีเมลฉาว : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... อุไรวรรณ นอร์มา

          การสอบสวนอย่างเข้มข้นของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ที่นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ของพล.อ.เดวิด เพทราอุส อดีตนายทหารที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในยุคหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ด้วยเหตุผลอื้อฉาวมีสัมพันธ์สวาทนอกสมรสกับ พอลา บร็อดเวลล์ ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเขาซึ่งมีครอบครัวแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน และต่อมา ลากโยงอย่างคาดไม่ถึงไปยัง พล.อ.จอห์น อัลเลน ผู้บัญชาการทหารสหรัฐในอัฟกานิสถาน ที่รับตำแหน่งต่อจากพล.อ.เพทราอุส ก่อนไปคุมซีไอเอ ตอกย้ำอันตรายที่บรรดาผู้ห่วงกังวลสิทธิเสรีภาพปัจเจกชนในโลกออกไลน์เตือนมานานว่า การสอดแนมเพื่อป้องกันหรือไขคดีอาชญากรรมบนเว็บไซต์นั้น จะทำให้เจ้าพนักงานสอบสวนของรัฐ รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
       
          อินเทอร์เน็ต อีเมล ข้อความสั้น การโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ และภาพถ่ายออนไลน์ เต็มไปด้วยเรื่องราวส่วนตัวและชีวิตการงาน ข้อความส่วนตัวเหล่านั้นถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์หลายปี และพนักงานสอบสวนที่อาจกำลังสอบสวนเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เข้าไปค้นพบเมื่อใดก็ได้
     
          การสอบสวนของเอฟบีไอที่กำลังดำเนินอยู่นี้ เริ่มจาก จิล เคลลี สาวสังคมเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา วัย 37 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของนายพลเพทราอุสและนายพลอัลเลน ถูกมือดีส่งอีเมลก่อกวน 6 ฉบับเมื่อมิถุนายน เธอจึงนำเรื่องไปแจ้งเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนหนึ่งที่รู้จักกัน ต่อมาระหว่างสอบสวน เจ้าหน้าที่คนนี้นึกอย่างไรไม่ทราบ ส่งภาพตนเองไม่สวมเสื้อไปให้นางเคลลี ทางอีเมลอีกเช่นกัน สุดท้าย เจ้านายออกคำสั่งให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวน 
       
          กรณีอื้อฉาวเริ่มจากเรื่องส่วนตัว แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาเกินความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงสองคน คือเคลลีกับบร็อดเวลล์วัย 40 ปี ซึ่งมีรายงานว่าเป็นคนส่งอีเมลคุกคามอีกฝ่ายเพราะเกิดความหึงหวง และสร้างความสูญเสียแก่สาธารณะที่ยังไม่สามารถประเมินได้
       
          อย่างแรกทำให้ซีไอเอไร้ผู้อำนวยการตัวจริงในห้วงเวลาที่การข่าวของอภิมหาอำนาจ กำลังเผชิญสิ่งท้าทายเร่งด่วน ทั้งสถานการณ์ในซีเรีย อิหร่าน ลิเบียและอื่นๆ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารที่คุมภารกิจต้านทานการรุกคืบของตาลีบันในอัฟกานิสถานอย่างนายพลอัลเลน ก็อาจกำลังพะวักพะวนไม่มากก็น้อยกับการสอบสวนการส่งอีเมลเนื้อหาหมิ่นเหม่ชู้สาวกับนางเคลลี โดยผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหม แต่พล.อ.อัลเลน ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด      
     
          ผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงคาบูลรายงานว่า เรื่องอื้อฉาวเป็นข่าวใหญ่และช็อกคนอัฟกันอย่างมาก เพราะที่นั่น พล.อ.อัลเลน มีสัมพันธ์ที่ดีกับบรรดาผู้นำและผู้บัญชาการ เจ้าหน้าที่อัฟกันบางคนออกปากสงสัยว่าท่านเอาเวลาที่ไหนมาเขียนอีเมลมากมายขณะคุมกองกำลังในสงคราม
       
          สำหรับคนที่ทำงานเพื่อสิทธิพลเรือน อย่างนายแอนโธนี ดี โรเมโร ผู้อำนวยการสหภาพเสรีภาพพลเรือนอเมริกัน (เอซีแอลยู) มองว่า การสอบสวนพฤติกรรมส่วนตัวของพล.อ.เพทราอุส กับพล.อ.อัลเลน ไม่เพียงพอ แต่ควรสอบด้วยว่าเอฟบีไอได้ใช้อำนาจใดในการสอดแนมล้วงลูกชีวิตส่วนตัวของบุคคลเหล่านั้น "นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างส่วนบุคคลกับสาธารณะ"
       
          แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย กล่าวว่า พวกเขาใช้วิธีการธรรมดาเท่านั้นในการทำคดีนี้ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าน่าจะรวมถึงการเรียกให้ปากคำและออกหมายค้น อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้ร้อง เคลลีน่าจะต้องอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญของเอฟบีไอเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเธอ เพื่อหาเบาะแสสาวถึงผู้ส่งอีเมลนิรนาม และระหว่างสอบเรื่องนี้อยู่ ก็ได้พบอีเมลของพล.อ.อัลเลนเข้า ซึ่งหลังจากเอฟบีไอพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื้อหาส่อแววไม่เหมาะสม จึงตัดสินใจแจ้งกระทรวงกลาโหม 
       
          ในทางเดียวกัน พนักงานสอบสวนก็น่าจะใช้หมายค้นเพื่อเข้าตรวจดูบัญชีผู้ใช้จีเมลของบร็อดเวลล์ จึงได้พบอีเมลส่งจากเพทราอุส
       
          มาร์ค โรเทนเบิร์ก ผู้อำนวยการบริหารศูนย์ข้อมูลความเป็นส่วนตัวทางอิเล็กทรอนิกส์ ในวอชิงตัน กล่าวว่า สิ่งที่ถูกเปิดเผยเป็นลูกโซ่แบบคาดไม่ถึง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำควบคู่กับการสอบสวนทางไซเบอร์ หรือคดีที่มีศูนย์รวมเบาะแสในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักจะกลายเป็นคดีเปิดอย่างรวดเร็ว เพราะมีข้อมูลมหาศาลพร้อมถูกค้นพบและค้นหาได้ง่ายดาย
       
          หลายปีมานี้ เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติเตือนถึงการโจมตีไซเบอร์แบบสายฟ้าแลบ ว่าอาจทำให้ตลาดหุ้นหรือระบบไฟฟ้าล่ม ขณะที่ฝายวางนโยบายก็ถกหาข้อสรุปว่าควรมอบหมายให้หน่วยงานใดรับภารกิจมอนิเตอร์ป้องกันการบุกรุกทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นภารกิจละเอียดอ่อนไปทำ
       
          บรรดานักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพพลเรือนไม่วางใจให้สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ที่เชี่ยวชาญกว่าใคร แต่ด้วยเหตุผลเดียวกัน ขีดความสามารถอย่างสูงในการสอดแนมก็น่าหวาดหวั่น พวกเขาจึงเรียกร้องให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ มีบทบาทนำด้านความมั่นคงไซเบอร์
       
          ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้กระทรวงไม่ได้เปิดให้สาธารณะตรวจสอบได้อย่างเปิดกว้างนัก แต่ก็ไม่ลึกลับเท่าสำนักงานถอดรหัสและดักฟังอย่างเอ็นเอสเอ โดยจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่เอ็นเอสเอ ไม่เคยยอมเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับการดักฟังที่กระทำในสหรัฐอเมริกา เพื่อไล่ล่าผู้ก่อการร้ายหลังปี 2544 แม้หลังจากนิวยอร์กไทมส์ ได้เคยตีแผ่โครงการลับนี้เมื่อปี 2548
       
          ภัยของเว็บไซต์ในฐานะผู้เก็บรักษาประวัติ ไม่ใช่เรื่องใหม่ บัณฑิตจบใหม่พบว่า อะไรๆ ที่เคยโพสต์บนเฟซบุ๊กเป็นเหตุให้ว่าที่นายจ้างคิดหนัก สามีพบภรรยานอกใจเพราะพบอีเมลในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ร่วมกันโดยไม่ตั้งใจ ครูตกงานเพราะแสดงความเห็นไม่เหมาะผ่านทวิตเตอร์ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เหตุการณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การล้ำข้ามแดนไซเบอร์ส่วนบุคคลของพนักงานสอบสวนเพื่อมองหาสิ่งหนึ่ง สามารถนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งได้ในคราวเดียว พร้อมกับความเสียหายที่ตามมาอย่างน่าตะลึงงัน
      
          กระนั้นอาจมีบางคนปรบมือให้กับผลลัพธ์ เนื่องจากการมีสัมพันธ์สวาทนอกสมรส ผลักดันให้นายพลเพทราอุสตกอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงจากการถูกแบล็กเมล์ ซึ่งจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้กับบิ๊กสำนักข่าวกรอง หากฝ่ายข่าวรัสเซียหรือจีนเป็นผู้ค้นพบอีเมลระหว่าง ผอ.ซีไอเอกับบร็อดเวลล์แทนที่จะเป็นเอฟบีไอ อะไรจะเกิดขึ้น
        
          แต่ขณะเดียวกัน หลายคนตั้งคำถามว่าข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การต้องลาออกนี้ ร้ายแรงเพียงใด สังคมอเมริกันเคร่งครัดเกินไปและตื่นตูมเกินเหตุหรือไม่กับการนอกลู่นอกทางทางเพศ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติการทำงานและผลงานน้อยมาก อาจมีชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่พอใจที่พล.อ.เพทราอุสต้องลาออกด้วยเหตุผลนี้ก็เป็นได้
       
          เจ้าหน้าที่บางคนมองว่า อดีตนายพลสี่ดาวที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากภารกิจบัญชาการรบในสงครามอิรกและอัฟกานิสถาน ทำถูกแล้วที่ยื่นใบลาออก ทันทีที่สัมพันธ์สวาทผิดทำนองคลองธรรมกับบร็อดเวลล์แดงออกมา แต่ประธานาธิบดีไม่ควรอนุมัติ
      
          บางรายงานระบุว่า ผอ.ซีไอเอ ไม่ได้คิดลาออกเอง แต่เป็นนายเจมส์ แคลปเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่หว่านล้อมให้เขียนหนังสือลาออก เนื่องจากแคลปเปอร์ที่กำกับดูแลบุคลากรการข่าวในภาพรวมของสหรัฐอเมริกา คิดว่าหากคนระดับ ผอ.ซีไอเอ อย่างพล.อ.เพทราอุสทำผิดเสียเอง แล้วจะดูแลวินัยลูกน้องที่ก่อเรื่องชู้สาวไม่เหมาะสมได้อย่างไร
       
          สองปีที่แล้ว พล.อ.สแตน แมคคริสตัล ผู้บัญชาการกองกำลังนาโตคนก่อนหน้านายพลเพทราอุส อำลาตำแหน่งแบบไม่สวยเช่นกัน หลังจากนิตยสารเดอโรลลิง สโตน รายงานว่าทีมงานของเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโอบามา เวลานั้น มีเจ้าหน้าที่บางส่วนมองว่า ประธานาธิบดีไม่จำเป็นต้องตอบรับใบลาออกก็ได้
       
          ผู้บัญชาการทหารทั้งสองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนจำนวนมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิชาการทหาร ควรหรือที่จะต้องอำลาตำแหน่ง เพราะอุบัติเหตุภาพลักษณ์ และเรื่องไม่ดีไม่งามที่ถือว่าเป็นความบกพร่องส่วนบุคคล ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งถูกเก็บเป็นความลับและส่วนตัวได้ แต่ในยุคอินเทอร์เน็ต ได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตอย่างรวดเร็ว
.......................................
(หมายเหตุ เมื่อผอ.ซีไอเอตกม้าตายจากอีเมลฉาว : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... อุไรวรรณ นอร์มา)