ข่าว

'20พ.ย.'ศาลปค.นัดไต่สวน3จีเพิ่ม

'20พ.ย.'ศาลปค.นัดไต่สวน3จีเพิ่ม

16 พ.ย. 2555

'20พ.ย.'ศาลปค.นัดไต่สวนประมูล 3 จีเพิ่ม เปิดงบพีอาร์ กสทช. 5เดือนใช้กว่า128ล้าน ทีวีดาวเทียมหวั่นถูก'ทีวีดิจิทัล'เบียดจนสูญพันธุ์ จี้กสทช.สนับสนุน

               ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 16 พ.ย.2555  นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง และเจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำ 2865/2555 การประมูล 3 จี มีคำสั่งเรียก 3 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลการให้ใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz หรือ 3 จี ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด , บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ไต่สวนคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้สั่งระงับการให้ใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz หรือ 3 จี ที่คณะกรรการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการจัดประมูลขึ้น เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ที่ผ่านมาไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

               โดยศาลเรียกไต่สวนบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ส่วนบริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด เวลา 13.00 น. และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) จำกัด เวลา 14.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 13

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเรียกไต่สวนบริษัทเอกชนทั้งสามดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลได้เรียกผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ฟ้อง ไต่สวนเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พ.ย. และ กสทช. ในวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา


เปิดงบพีอาร์"กสทช."5เดือนใช้กว่า128ล้าน

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน ได้รายงานว่า คณะทำงานติดตามคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)หรือ NBTC Watch ได้เผยแพร่รายงานสาธารณะ เรื่อง “รายงานตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์ กสทช.” มีใจความสำคัญโดยสรุประบุถึง การใช้งบประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. ที่ระหว่างช่วงเดือน มิ.ย.2555 (นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เริ่มเตรียมการประมูล 3G ด้วยการกำหนดราคาตั้งต้น) จนถึง ต.ค.2555 (หลังการประมูล 3G ในวันที่ 16 ต.ค.2555) ใช้ไปทั้งสิ้น 128,663,324 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบซื้อพื้นที่เนื้อหาสื่อ 16,036,615 บาท 2.งบซื้อพื้นที่สื่อซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นพื้นที่โฆษณาหรือเนื้อหา 73,060,604 บาท 3.งบจัดกิจกรรม (งานสัมมนาและนิทรรศการ) 34,734,365 บาท 4.งบซื้อสื่อสำหรับเผยแพร่ข้อมูลสำคัญให้กับผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณะ 1,490,510 และ 5.งบผลิตสื่อ 3,341,230 บาท


ทีวีดาวเทียมหวั่นถูก"ทีวีดิจิทัล"เบียดจนสูญพันธุ์

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) ได้จัดสัมนาภายใต้หัวข้อ “อนาคตโทรทัศน์ดาวเทียมภายใต้กฎใหม่าของกสทช.” เพื่อเชิญผู้ประกอบการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม รับฟังคำบรรยายเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)

เป้าหมายหลักกำกับ“คอนเทนท์”

               พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานบอร์ดกระจายเสียง กล่าวว่า การประกอบกิจการทีวีดาวเทียมนับจากนี้ไปต้องได้รับใบอนุญาตและต้องดำเนินการตามที่ประกาศเกี่ยวกับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งเริ่มเปิดให้ขอรับใบอนุญาตตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งในบทเฉพาะกาลได้กำหนดวันสุดท้ายที่สามารถยื่นขอใบอนุญาตวันที่ 16 ธ.ค. นี้

               การให้ใบอนุญาตแต่ละครั้งจะให้เป็นล็อต ล็อตละ 200-300 ราย โดยใบอนุญาตมีอายุชั่วคราว 1 ปี เพื่อพิจารณาถึงความประพฤติว่าทำผิดกฎเกณฑ์ใดหรือไม่ หากไม่กระทำความผิดจะต่ออายุใบอนุญาตให้ทันที 14 ปี รวมทั้งสิ้น 15 ปี เป้าหมายในปีแรกของบอร์ดกระจายเสียงคือ ต้องการควบคุมคอนเทนท์ ไม่ให้เนื้อหาไม่เหมาะสม เนื้อหาลามกอนาจาร โฆษณเกินจริงไปสู่ประชาชน ขณะที่เวลาการโฆษณาหรืออื่นๆ จะเป็นเป้าหมายรองต่อไป

                “ผู้ประกอบการทุกรายควรคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะร่วมกัน เราจะไม่ทำตัวเป็นอุปสรรค และจะพยายามสนับสนุนผู้ประกอบการทุกราย ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของประชาชน ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการนำร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การการลดหย่อนค่าธรรมเนียมตามความเหมาะสมในกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่เข้าบอร์ดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งสื่อจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการพัฒนาด้านสังคม” พ.อ.นทีกล่าว

               การกำกับดูแลที่เกิดขึ้น นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยลดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ของต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิทธิทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยด้วยกันด้วย ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมเติบโตได้

               ขณะเดียวกัน เมื่อการออกอากาศโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมกินพื้นที่กว่า 20 ประเทศ ทำให้ต่างชาติเห็นคอนเทนท์ไทยได้ ซึ่งถ้าคอนเทนท์ดีก็จะเป็นโอกาสในการขายคอนเทนท์ให้ต่างชาติ แต่หากเป็นคอนเทนท์ที่ด้อยคุณภาพ ก็จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศ

ชี้เคเบิล-ดาวเทียมขอไลเซ่น 300 ราย

               นายประเสริฐ อภิปุญญา เลขานุการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมยื่นขอใบอนุญาตแล้วกว่า 300 ราย โดย 90% เป็นผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ขณะที่อีก 10% เป็นผู้ประกอบการช่องรายการ ซึ่งผู้ประกอบการช่องรายการส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจถึงวิธีการและหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตมากนัก อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยและทำความเข้าใจกับทางสมาคมดาวเทียมแห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทยอยยื่นขอใบอนุญาตต่อไป

จี้มองตลาดดาวเทียมให้ชัด

               นายสุระ เกนทะนะศิลป์ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลน่าจะส่งเสริมช่องรายการประเภทชุมชนก่อนระดับชาติ เนื่องจากปัจจุบันในต่างจังหวัดรับโชมโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียมหมดแล้ว สิ่งที่ให้ควรทำให้เกิดขึ้นใหม่คือ “ลอคัลคอนเทนท์” ที่จะทำให้เกิดความหลากหลายของคอนเทนท์ในต่างจังหวัด

               “ทุกวันนี้ปัญหาคือ ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ขอให้ กสทช. มองตลาดทีวีดาวเทียมให้ชัด วันนี้ทีวีดิจิทัลเดินช้ากว่าทีวีดาวเทียมแล้ว ทำอย่างไรที่จะทำให้การเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัลและการคงอยู่ของทีวีดาวเทียมคู่ขนานกันไป โดยเฉพาะการเก็บค่าธรรมเนียมรายปีก่อนหักค่าใช้จ่าย 2% นั้น ซึ่งทุกวันนี้ กสทช. ฝั่งโทรคมและกระจายเสียงทำงานร่วมกันแล้ว ก็น่าจะนำค่าธรรมเนียมฝั่งโทรคมเข้ามาจุนเจือฝั่งกระจายเสียงบ้าง ซึ่งเป็นการสนับสนุนคอนเทน์ในอีกทางหนึ่ง” นายสุระกล่าวและว่า ถ้าทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น ทีวีดาวเทียมตาย เพราะประสิทธิภาพที่ก้าวล้ำกว่าของทีวีดิจิทัลที่สามารถต่อยอดเป็นอินเตอร์แอคทีฟทีวี ทีวีออนดีมานด์ ตลอดจนโมบายทีวี

               สิ่งที่ กสทช. ต้องคิดต่อคือ ทำอย่างไรให้ของใหม่ที่กำลังจะเกิดสามารถเกิดขึ้นได้ และทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่เดิมอย่างเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมยังคงอยู่

               สอดคล้องกับความเห็นของนายอมรภัทร ชมรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนกซ์สเตป จำกัด กล่าวว่า ช่องรายการที่มีจำนวนมากขึ้นไม่ว่าผ่านระบบใดก็ตาม สิ่งที่ กสทช. ควรตระหนักและสนับสนุนคือ การทำให้คอนเทนท์มีสาระและมีมิติมากขึ้น มากกว่าที่ออกจากกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ทำอย่างไรจะให้ใกล้ตัวคนต่างจังหวัดมากขึ้น

“ทีวีดิจิทัล”มาช้าเกินไป

               นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดขอใบอนุญาตสำหรับรายเก่าไม่ควรกำหนดเดดไลน์ดังที่กล่าวไว้ ขณะเดียวกัน หลายประกาศที่ออกมาสร้างความไม่แน่นอนทางธุรกิจค่อนข้างสูง โดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่า การเพิ่มเติมใดๆ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของกรรมการ กสทช.

               “ดูเหมือนว่า กสทช. ร่างหลักเกณฑ์ต่างๆ นำปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนส่วนน้อยมากำหนดคนส่วนมาก ซึ่งหลายอย่างทำให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งในทางธุรกิจความมั่นคงคือสิ่งสำคัญที่สุด วิธีคิดของ กสทช. ดูเหมือนส่งเสริม แต่พิจารณาแล้วเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต” นายอดิศักดิ์กล่าว

               ผู้บริหารเอ็นบีซี กล่าวด้วยว่า ช่วงหลังๆ กสทช. ไปให้ความสำคัญกับทีวีดิจิทัลค่อนข้างมาก ซึ่งแน่นอนว่า กสทช. มีจุดมุ่งหมายให้เป็นแพลทฟอร์มหลักในการแพร่ภาพขโทรทัศน์ของไทย แต่การเกิดของทีวีดิจิทัลช้าเกินไป ซึ่งหากต้องการให้เป็นระบบหลัก ก็ควรให้ประชาชนเลือกเอง

               นอกจากนี้ยังเป็นห่วงช่องรายการประเภทสาธารณะ 12 ช่อง ที่อาจกลายเป็นช่องสาธารณะจำแลง กล่าวคือเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ของกระทรวง หน่วยงานของรัฐ แทนที่จะเป็นสื่อสาธารณะที่แท้จริง ขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่าคอนเทนท์บนทีวีดิจิทัลจะมีประโยชน์มากกว่าทีวีดาวเทียม

               ข้อมูลจากนีลเส็นล่าสุดระบุว่า ครัวเรือนไทยเข้าถึงทีวีดาวเทียมทั้งเคยูแบนด์ ซีแบนด์ ทรูวิชั่นส์ และเคเบิลทีวีแล้วกว่า 64% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กสทช. ควรให้ความสำคัญกับแพลทฟอร์มใดมากกว่า

               “กสทช. อาจให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากไป แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือการให้ความสำคัญกับคอนเทนท์ การจัดกลุ่มเนื้อหาผ่านทุกแพลทฟอร์ม รวมถึงลอคัลคอนเทนท์” นายอิดศักดิ์กล่าว

แนะกสทช.คำนึงพฤติกรรมผู้บริโภค

               นายเดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ สายงานแพลทฟอร์มสแตรททิจี้ บริษัท จีเอ็มเอ็มแซท จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงคือ ความชัดเจนของกฎเกณฑ์ที่ออกแล้วและยังไม่ออกของ กสทช. ที่นำมาซึ่งความไม่แน่นอนของธุรกิจ รวมถึงการสร้างภาระอื่นๆ เพิ่ม โดยเฉพาะค่าธรรมเนียม 2% ที่บางครั้งเกิดความซ้ำซ้อน ทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างหลังบ้านกันวุ่นวาย เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

               นอกจากนี้ ขอให้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภค  เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมใช้เวลากว่า 20 ปี เมื่อผู้บริโภคคุ้นเคยแล้วจะต้องเปลี่ยนอีก ทั้งนี้อยากให้การเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเสรี และให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกเอง

               “วันนี้เราไล่เทคโนโลยีไม่จบ ถ้าควบคุมตามเทคโนโลยีเราเหนื่อยขอให้ดูที่ต้นทางนั่นคือคอนเทนท์ ถ้าเดินทางผิดก็เลี้ยวกลับได้ และขอให้เปิดใจกว้างแล้วรับฟัง” นายเดียวกล่าว 

               นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความร่วมมือกันมากขึ้น ตลอดจนคอนเทนท์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียม เสรี และเป็นธรรม