
72โครงการพัฒนาโครงข่ายขนส่งตอ.
เปิดพิมพ์เขียวลงทุน 72 โครงการ พัฒนาโครงข่ายขนส่งตะวันออก : รายงานพิเศษ : โดย...ศุภกร อรรคนันท์
อัตราเร่งของการเติบโตในการขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพฯ และพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นฐานที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นประตูการนำเข้าและส่งออกสินค้าหลักของประเทศ ที่มีสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกสินค้าถึงร้อยละ 54 ของทั้งประเทศ ทำให้จำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในระยะที 3 เพื่อรองรับปริมาณขอส่งสินค้าที่ใกล้เต็มความจุ ขณะเดียวกันพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองพัทยา ใน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นปัจจุบันมีการเติบโตด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ด้วยความสำคัญของสภาพพื้นที่ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง ที่ให้ความสำคัญกับแนวโน้มและทิศทางการขนส่งในอนาคต จากอัตราการขยายตัวของการขนส่งสินค้าในประเทศ ผันแปรตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยคาดการณ์ว่าการขนส่งสินค้าจะเพิ่มจากค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ย้อนหลังจนถึงปัจจุบัน (ปี 2545-2554) ที่มีปริมาณการขนส่ง จำนวน 511 ล้านตัน เป็น 1,700 ล้านตัน ในปี 2564 การขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์จะมีปริมาณมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยคาดว่าความต้องการขนส่งสินค้าด้วยคอนเทนเนอร์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะเพิ่มขึ้น เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เป็นต้นไป
การศึกษายังพบว่า การเดินทางสู่เมืองหลักในภูมิภาค ระยะทางตั้งแต่ 300-750 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ จำเป็นต้องพัฒนารถไฟโดยสาร ให้มีความเร็วเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้เป็นบริการขนส่งโดยสารสาธารณะรูปแบบหลักของประชาชนสู่ภูมิภาค โดยเชื่อมต่อกับรถโดยสารประจำทาง ในรัศมีการเดินทางระหว่าง 50-300 กิโลเมตร ไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ การปรับปรุงความเร็วในการเดินทาง โดยการพัฒนาโครงข่ายรถไฟรางคู่ในเส้นทางสายหลักให้มีความเร็วเฉลี่ย 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมทั้งการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เดินทาง จะส่งผลต่อสัดส่วนการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับการจัดทำกรอบแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อให้กระทรวงคมนาคมใช้เป็นกรอบสำหรับเตรียมความพร้อม ในการดำเนินงานสนับสนุนยุทธศาสตร์การวางรากฐานสร้างอนาคตประเทศในระยะยาวภายในปี 2563 ของรัฐบาล กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ได้วิเคราะห์แผนงาน/โครงการในเบื้องต้น ตามแนวทางลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ความตรงต่อเวลา และความน่าเชื่อถือของระบบขนส่ง เพื่อประสิทธิภาพและความจุของระบบโครงข่ายการขนส่ง
ทั้งนี้ มีการนำเสนอกรอบการลงทุนสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาในช่วงระยะเวลา 8 ปี (พ.ศ.2556-2563) หรือภายในปี ค.ศ.2020 เพื่อบรรจุในร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยได้บรรจุโครงการที่มีลักษณะเป็น Highly Significant Projects ซึ่งจะมีผลผลักดันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวม 72 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,914,007.86 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย สาขาการขนส่งทางถนน จำนวน 30 โครงการ วงเงินรวม 648,995.69 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.91 ของวงเงินลงทุนรวม
สาขาการขนส่งทางราง จำนวน 33 โครงการ วงเงินรวม 1,164,477.55 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 60.84 ของวงเงินลงทุนรวม, สาขาการขนส่งทางน้ำ จำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 63,606.74 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.32 ของวงเงินลงทุนรวม, และสาขาการขนส่งทางอากาศ จำนวน 3 โครงการ วงเงินรวม 36,927.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.93 ของวงเงินลงทุนรวม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม ได้เปิดโอกาสเพื่อสร้างการรับรู้และร่วมรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชน ต่อแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2556-2563 โดยการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
"กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก จึงจำเป็นต้องผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อแก้ไขปัญหาคมนาคมขนส่งและสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ อันส่งผลกระต่อเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การปรับปรุงทางหลวงแผ่นดินหมาย 304 (มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา), ทางหลวงวงแหวนรอบนอก กทม.รอบที่ 3, โครงการก่อสร้างทางคู่สายฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, โครงการระบบรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) ต่อจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง, โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3, ศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง, และโครงการปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย" พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าว
ขณะที่ "วิโรจน์ รมเยศ" นายกสมาคมขนส่งภาคตะวันออก ระบุว่า สิ่งแรกที่อยากจะให้เกิดขึ้นคือ ระบบขนส่งสินค้าทางราง ระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี )-นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุต (ระยอง) เนื่องจากในแต่ละวันการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากนิคมอุตสาหรรมมาบตาพุดไปท่าเรือแหลมฉบัง แต่ละวันมีมากถึง 1,000 ตู้ เท่ากับว่า 1,000 เที่ยวของรถ และหากนับขากลับด้วย ก็เท่ากับ วันละ 2,000 ตู้ ถ้าหากสามารถสร้างรถไฟทางคู่ขึ้นมาได้ 30% ในปีแรก และปีต่อไปได้ 50% จะทำให้ต้นทุนการขนส่งประหยัดมากขึ้น
"หากจะมองว่า ในระยะสั้นต้นทุนการขนส่งทางน้ำสูง ก็เชื่อว่าอยู่ที่ระบบการบริการจัดการมากกว่า โดยถนนเกินความสามารถที่จะรับรองจำนวนรถที่มากขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่ระบบกรีนโลจิสติกส์ก็จะถูกควบคุมมากขึ้น เนื่องจากการขนส่งทางถนนเป็นสิ่งที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเลี่ยงไปขนส่งสินค้าทางรถราง และขนส่งทางน้ำแทน" นายกสมาคมขนส่งภาคตะวันออก กล่าว
นี่จึงเป็นร่างของโครงการลงทุนที่ถูกวางกรอบเอาไว้สำหรับภาคตะวันออกของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
----------------------
(เปิดพิมพ์เขียวลงทุน 72 โครงการ พัฒนาโครงข่ายขนส่งตะวันออก : รายงานพิเศษ : โดย...ศุภกร อรรคนันท์)



