
ฮอตอิชชู่ : แจ๋ว!!(ได้)จริงป่ะ???
ฮอตอิชชู่ : แจ๋ว!! (ได้) จริงป่ะ???
แจ๋ววววววว!!...ณ จุดนี้ต้องการสื่อถึง 2 นัย ประการแรกหมายถึง คนรับใช้ในบ้าน หรือ คนงานทำงานบ้าน ส่วนอีกประการ หมายถึง ยอดเยี่ยม หรือ เจ๋งสุดๆ นั่นเอง และนับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากที่มีคำประกาศในราชกิจจานุเบกษาประกาศ ว่าด้วย กฎหมายฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้คนรับใช้ตามบ้านที่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทเหมาทำความสะอาดได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมายกระทรวงแรงงาน ทั้งสิทธิหยุดตามประเพณีปีละ 13 วัน ได้ค่าจ้างในวันลาป่วย วันหยุด และลาพักร้อนได้เหมือนพนักงานประจำทั่วไป ออกมาแบบนี้ดูเหมือนหลายๆ คนจะปักใจเชื่อว่าต่อนี้ไป "แจ๋ว" ทั่วไทยจักต้องได้รับการดูแลจากผู้ว่าจ้างดียิ่งขึ้น
วันนี้ทั้ง "แจ๋ว" และ "นายจ้าง" พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายฉบับดังกล่าวที่จะส่งผลถึงตัวเองมากน้อยแค่ไหน คงต้องมาฟังเสียงทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนทั่วไป ช่วยสะท้อนข้อดีข้อด้อยเกี่ยวกับกฎหมาย (แจ๋ว) ฉบับล่าสุด
นายจ้างสาว "ผึ้ง" อัจฉรา วัฒนาเกษมสัตย์ บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ส่งผลดีต่อลูกจ้างแจ๋วแน่นอน เพราะทำให้ได้การคุ้มครองรวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นด้วย ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดเงื่อนไข แต่สำหรับตัวเองในฐานะนายจ้างที่จ้างแจ๋วแบบรายวันไปเช้าเย็นกลับคงไม่ได้รับผลกระทบมาก
"ทุกวันนี้จ้างวันละ 300 บาท ก็จะตกลงกันว่า สามารถทำงาน 15 วันหรือ 30 วัน แล้วเบิกเงินครั้งหนึ่ง เขาจะได้มีเงินก้อนเก็บ และสามารถเบิกล่วงหน้าได้ด้วย แต่ไม่เกิน 10 วันทำงานคือครั้งละ 3,000 บาท เพราะถ้าให้เบิกมากกว่านั้นเคยมีกรณีหายไปแล้วไม่กลับมา แล้วก็ให้หยุดอาทิตย์ละวัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยจ้างแบบกินอยู่กับที่บ้าน ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกเวลานั้นคงรู้สึกแปลกๆ นะ เพราะถ้าเด็กไม่ออกไปไหนนอนดูทีวีทั้งวัน ค่าใช้จ่ายตรงนี้ใครรับผิดชอบ ส่วนใหญ่เด็กอยู่ประจำไม่มีวันหยุดหรอก เวลากลับบ้านเทศกาลสำคัญเขาก็กลับอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ แบบนี้ทำอย่างไร อีกอย่างแจ๋วสมัยนี้เป็นต่างด้าวเยอะ ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ก็น้อย แม้แต่คนไทยก็ใช่ว่าจะเบาใจ หัวหมอก็มี จริงๆ แล้วกฎหมายนี้ต้องดูใจเขาใจเราด้วย กระทรวงแรงงานควรมีเจ้าหน้าที่ออกดูแล เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และอยากเสนอว่าถ้าทำงานครบ 1 เดือนน่าจะมีการพูดคุยเปิดอกและทำสัญญาว่าจ้างว่าทำงานผ่านไหม และถ้าครบ 1 ปีต้องให้หนีเพื่อคุ้มครองนายจ้างด้วย เพราะกว่าจะสอนงานเป็นก็หนีแล้วต้องหาคนใหม่อีก" นายจ้างสาว สะท้อนความเห็น
ส่วนนายจ้างหนุ่มหล่อแห่งอิตาเลเซีย "แม็ค" จักรกฤต เบเนเดทตี้ เผยว่า เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้สาวใช้ได้มีเวลาหยุดพักผ่อน เพราะเข้าใจความรู้สึกของคนทำงาน ที่ต้องการเวลาพักผ่อนและเวลาเป็นส่วนตัว แต่สำหรับที่บ้านไม่เคยให้ทำงานหนัก และไม่เคยกีดกันหากต้องการที่จะออกจากบ้าน เพื่อไปพบครอบครัวหรือแฟน โดยส่วนใหญ่จะออกไปทำธุระส่วนตัวของตัวเองช่วงเย็น จึงมองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทุกคนควรจะได้รับ
"สาวใช้ที่บ้านผม 2 คนเป็นญาติกัน และทำงานบ้านให้มานานถึง 15 ปี และได้รับการดูแลอย่างดีมาโดยตลอด ดังนั้นถ้าหากจะมีมาตราการออกมาให้หยุดทำงานในวันหยุดราชการ หรือวันหยุดต่างๆ ผมก็มองว่าเป็นเรื่องดี เพราะบ้านบางคนใช้แรงงานทารุณมากทำงานหนักทุกวัน ผมมองเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม ทุกคนมีสิทธิที่จะพักผ่อน หรือเราอาจจะกำหนดให้เขาเองก็ได้ว่าในหนึ่งอาทิตย์หยุดได้กี่วัน อย่างที่บ้านผมถ้าเป็นวันหยุดปีใหม่หรือสงกรานต์ เขาก็จะสลับกันหยุดเพื่อกลับบ้านไปหาครอบครัว แล้วก็ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรเขามาก เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเหนื่อยของการทำงาน ถ้าถามว่าสาวใช้มีความจำเป็นหรือเปล่า ผมมองว่าถ้าบ้านไหนมีผู้สูงอายุ ก็ควรจะมีคนคอยดูแลเวลาที่เราต้องออกมาทำงานนอกบ้าน หรือไปต่างประเทศนานๆ" หนุ่มแม็ค กล่าว
มาที่แม่บ้านประจำวัย 34 ปี อย่าง "กี้" ศิริลักษณ์ สารบุญ ที่บอกว่าปกติบรรดาแจ๋วทั่วไปจะมีวันหยุดประจำ 1-2 วันทุกอาทิตย์อยู่แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องการลากิจ ลาป่วย และลาพักร้อนเสมอ กฎหมายนี้จึงดีสำหรับแจ๋วทุกคน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านของเจ้านายเลย
"ตอนนี้เป็นแม่บ้านทำงาน 5 วัน ให้กับเจ้านายที่อยู่ในคอนโด เริ่มเข้างานตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ได้เงินเดือนอยู่ในหลักหมื่น ถือว่าเป็นการทำงานสบายใจต่อกันทั้งตัวเองและนายจ้าง ปกติงานประเภทนี้จะไม่ค่อยได้รับสิทธิในการลาหยุดเท่าไหร่ อาจมีลากลับบ้านในช่วงเทศกาลเต็มที่ก็ 7-10 วัน ถ้าเป็นคนใช้อยู่กินในบ้านนั้นเลยเจ้านายบางบ้านก็หักเงินเดือนเวลาเราลาป่วย หรือลากิจไปด้วย โดยจะคำนวนเป็นค่าเฉลี่ยต่อวัน นายจ้างใจดีส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก ให้เราหยุดเหมือนพนักงานประจำคนหนึ่งและไม่หักเงินเวลาเรามีธุระหรือเจ็บป่วย โดยข้อคุ้มครองนี้เชื่อว่าเป็นข้อดีของแม่บ้านจริงๆ เพราะตอบโจทย์ความต้องการหลักที่ทุกคนอยากจะมีเวลากลับต่างจังหวัดและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เชื่อว่ามีแม่บ้านจำนวนไม่น้อยที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่หากโดนนายจ้างเอาเปรียบก็สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบ แม้แต่ชาวต่างด้าวเองเดี๋ยวนี้ก็รู้กฎหมายเยอะมากขึ้น และหลังจากทราบกฎหมายนี้แล้วก็ควรตกลงการใช้สิทธิกับนายจ้างให้เข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่ายทันที " แจ๋วคนเก่งเสนอความคิดเห็น
เพราะเป็นเรื่องที่ยากต่อการตรวจสอบ ปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน จึงให้คำแนะนำพร้อมแจงว่าปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ทุกประเทศประสบไม่ว่าจะในอาเซียน หรือยุโรป และถึงแม้จะมีกฎหมายเป็นตัวกำหนด แต่มาตรการตรวจค่อนข้างยาก เนื่องจากที่ทำงานก็คือที่พักอาศัยส่วนบุคคล คงต้องอาศัยองค์กรอิสระเข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ลูกจ้างและนายจ้าง ส่วนอีกหน่วยงานที่จะช่วยตรวจสอบได้ก็คือสื่อนั่นเอง
"ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกๆ ประเทศ จริงๆ แล้ว หลายประเทศในยุโรปเองก็ไม่รับข้อกฎหมายนี้ เนื่องจากเห็นว่าถึงในเชิงหลักการจะดี แต่ถ้าออกเป็นกฎหมายแต่บังคับใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีผลอะไรเสียเวลาเปล่า โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว ดังนั้นเกราะป้องกันประการแรก คือ ต้องทำสัญญาจ้างงาน หรือไม่ก็มีเอกสารว่าจ้าง เพราะถึงแม้จะกฎหมายจะมีผลบังคับแล้ว แต่กลไกการตรวจสอบยังทำถึงขนาดนั้นไม่ได้ เพราะการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลหรือตรวจสอบในที่พักอาศัยของนายจ้างซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลคงไม่ง่ายเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเรื่องร้องเรียน ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงต้องอาศัยองค์กรอิสระต่างๆ เข้ามาช่วยทำความเข้าใจทั้งลูกจ้างและนายจ้างถึงข้อกฎหมายฉบับนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยสื่อช่วยบอกเล่าข้อมูลต่างๆ อีกหนึ่งช่องทาง" อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวยอมรับ พร้อมกับฝากถึงนายจ้างทั้งหลายว่า เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันคนทำงานบ้านหายากมาก ครั้นถ้านายจ้างทำไม่ดี ลูกจ้างก็คงไม่อยู่ด้วยแน่นอน



