ข่าว

'องอาจ'ตั้งฉายา'ปู-สำรวยลืมคำ'

'องอาจ'ตั้งฉายา'ปู-สำรวยลืมคำ'

16 พ.ย. 2555

'องอาจ' ตั้งฉายา 'ปู-สำรวยลืมคำ' หลังอ้อนม็อบใช้เวทีสภาแก้ปัญหา ติงรบ.ใช้ตร.กว่า 6 หมื่นคุมเข้มการชุมนุม โวข้อมูลซักฟอกแน่น เผย 'ชูวิทย์' จองกฐิน 'เฉลิม'

                      16 พ.ย.55 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมที่จะเกิดในวันที่ 24 พ.ย.นี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเรียกร้องให้ใช้สภาเป็นเวทีแก้ปัญหาให้ประเทศ แต่นายกฯกลับมีพฤติกรรมที่ตนขอใช้คำว่า "สำรวยลืมคำ" เพราะตอนที่เป็นฝ่ายค้านนั้น นายกฯมีพฤติกรรมหนุนคนออกมาก่อม็อบและเดินทางไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่วันนี้กลับลืมพฤติกรรมของตัวเอง จึงอยากถามว่าทำไมตอนนั้นไม่เรียกร้องให้คนเสื้อแดงใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาแทนการชุมนุม แต่วันนี้เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯกลับมีพฤติกรรมสำรวยลืมคำ จึงขอให้เลิกพูดคำว่าใช้เวทีสภาเพราะสิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง เนื่องจากนายกฯมีพฤติกรรมไม่เคารพสภา หลีกเลี่ยงสภา ไม่จริงใจใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหา แต่เห็นสภาเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจเท่านั้น

                      นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่คนของรัฐบาลมองผู้ชุมนุมว่า เป็นคู่กรณีกับรัฐบาลนั้น ตนเรียกร้องให้ปรับทัศนคติกับผู้ชุมนุมว่าเป็นคนไทยที่มีสิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่ศัตรูหรือคู่กรณีของรัฐบาล เพราะหากคิดเช่นนี้การดำเนินการให้การชุมนุมเป็นไปตามกฎหมายจะไม่เกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อสังคมประเทศชาติโดยรวมด้วย นอกจากนี้การที่จะใช้ตำรวจ 5 หมื่นคน และอาสาสมัครอีก 1 หมื่นคน มาควบคุมดูแลผู้ชุมนุม เป็นกระบวนการสกัดกั้นการชุมนุมด้วยการสร้างความหวาดกลัวว่าการชุมนุมจะมีความรุนแรง ซึ่งตนเห็นว่าไม่ควรใช้วิชามารสกัดการชุมนุม แต่ต้องดูแลแก้ปัญหาไม่ใช่สร้างสถานการณ์เองซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล

 

'องอาจ' โว 'ปชป.' มีข้อมูลซักฟอกแน่นปึ้ก

 

                      นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงตอบโต้คนในรัฐบาลที่ออกมาระบุว่า ไม่ให้ราคาฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอภิปรายว่า ตนขอให้คอยดูวันที่ 25-27 พ.ย.นี้ ก็จะรู้ว่ามีข้อมูลหรือไม่ และจะรู้ว่าที่ว่าฝ่ายค้านบ่อมิไก๊ ไม่มีน้ำยานั้นไม่จริง ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย และถอดถอนนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าเรามีข้อมูลที่เห็นว่า ร่ำรวยผิดปกติ ส่อเจตนาทุจริต จงใจทำผิดรัฐธรรมนูญ

                      ดังนั้นทั้ง 3 คนที่ยื่นอภิปรายและถอดถอนเป็นคนที่สมควรถูกถอดถอนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ทั้งนี้หากฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลก็จะถูกรัฐบาลเล่นงานกลับได้ แต่พรรคมั่นใจในข้อมูลที่มีอยู่ ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็คิดว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็คงมีข้อมูลในการอภิปรายครั้งนี้เช่นเดียวกัน ย้ำการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่ประเพณี แต่ทำตามอำนาจหน้าที่และพบว่ารัฐบาลนี้ นายกฯและรัฐมนตรีอีก 3 คนสมควรไม่ไว้วางใจจริงๆ

 

'อลงกรณ์'แนะ'ปู'คุย'โอบามา'5เรื่องรักษาสิทธิประโยชน์

 

                     นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่นายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 18-19 พ.ย.นี้ว่า นายกฯควรใช้โอกาสดังกล่าวใน 4 เรื่อง คือ การขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐขยายสิทธิพิเศษทางภาษีอากรในระบบจีเอสพี 3,000 กว่ารายการและทบทวน 2 รายการสินค้าสำคัญเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา คือ เครื่องประดับ เครื่องเงิน และยางรถยนต์ นอกจากนี้ควรสร้างความเข้าใจต่อผู้นำสหรัฐให้ปลดประเทศไทยจากสถานะที่ถูกจับตาเป็นพิเศษทางทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องประเทศไทยเคารพต่อความตกลงนานาชาติ สร้างความเข้าใจผ่อนปรนมาตรการกีดกันและกดดันทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่กระทบสินค้า กุ้ง และอาหาร ทำให้การส่งออกชะลอตัวลง รวมทั้งขอการสนับสนุนจากสหรัฐในโครงการทวายโปรเจกต์และเชิญชวนภาคเอกชนของสหรัฐเข้าร่วมโครงการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไทยและเมียนม่าร์ และ ควรให้ความสำคัญต่อการเร่งรัดให้มีการเจรจาภายใต้กรอบความร่วมมือการค้าการลงทุนระหว่างไทย - สหรัฐ ซึ่งเป็นกรอบทวิภาคีที่สำคัญและต้องการการตอบสนองทางบวกจากสหรัฐ

                     นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า มติ ครม.วันจันทร์ที่ผ่านมา และแถลงการณ์ด้านความมั่นคงที่รมว.กลาโหมลงนามวานนี้ (15 พ.ย.) เป็นความคิดย้อนหลังทางการทหาร 50 ปี ส่วนการแถลงร่วมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจก็เป็นวิธีคิดที่ย้อนหลัง 30 ปี เช่นเดียวกัน ทั้งนี้สหรัฐทิ้งภูมิภาคนี้ไปนานจนขาดความเข้าใจ และอาเซียนกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งด้านความมั่นคงจะมีประชาคมด้านความมั่นคงอาเซียน หมายความว่ายุคสงครามเย็นจบไปแล้ว แนวคิดที่ผูกพันไทยสหรัฐจึงนำประเทศกลับไปสู่ยุคสงครามเย็นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ในปัจจุบัน อาเซียนเป็นเขตปลอดความขัดแย้งและอาวุธนิวเคลียร์ โดยสัปดาห์หน้าจะซักถามรัฐบาลว่าทำไมจึงเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่ง รมว.กลาโหมต้องตอบคำถามว่าการลงนามมีผลผูกพันเข้าข่ายมาตรา 190 หรือไม่ สร้างความเสี่ยงให้กับประเทศโดยไม่จำเป็นหรือไม่

                     นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ส่วนแนวคิดด้านเศรษฐกิจที่นายกฯจะลงนามร่วมกับประธานธิบดีสหรัฐนั้นก็ถือว่าย้อนยุคไป 30 ปี เพราะเป็นวิธีคิดพึ่งพาทางเศรษฐกิจภายนอกแทนที่จะยืนบนขาของตัวเอง ซึ่งไทยทำมา 30 ปีแล้วในกรอบอาเซียนให้เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทำให้มีอำนาจต่อรองกับทุกประเทศทั่วโลกได้ แต่วันนี้รัฐบาลมีมติ ครม.ที่จะแถลงร่วมเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ซึ่งมองได้ว่ารัฐบาลเปลี่ยนเลนเร็วเกินไปหรือไม่ รอบคอบหรือไม่ เพราะ TPP คือซุปเปอร์ FTA PLUS ที่บังคับให้ชาติสมาชิกปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งด้านการค้าการลงทุน ท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งไทยยังขาดความพร้อม ซึ่งจะมีปัญหามาตรฐานแรงงานเด็ก และสตรี รวมถึงสุขภาพอนามัยด้วย พร้อมกับตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้ลืมคนจนแล้วหรือ จะยอมให้เอสเอ็มอีล้มละลาย จะเปิดเสรีการเงินให้สถาบันการเงินตกเป็นของต่างชาติหรือ พร้อมหรือไม่ที่จะให้คนจนซื้อยาราคาแพง

                     นายอลงกรณ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ควรเสียโอกาสโดยนายกฯควรตามความคืบหน้าของการเจรจา TPP ที่ยังไม่มีความลงตัว และติดตามการประชุมที่จะมีขึ้นที่นิวซีแลนด์ในเดือนหน้า จากนั้นจึงดำเนินการเปิดรับฟังทางสาธารณะก่อนเข้าสู่การพิจารณามาตรา 190 ทั้งนี้ตนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนถึงขนาดไม่ผ่านคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงเกรงว่าจะขาดความรอบคอบถึงผลได้ผลเสียที่จะผูกพันประเทศไทย รัฐบาลจึงควรสงวนท่าที หวังให้รัฐบาลเจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย ซึ่งตนเป็นห่วงว่า การตัดสินใจของรัฐบาลจะเป็นการส่งสัญญาณผิดไปที่อาเซียนและคู่เจรจากับไทย เช่น FTA กับจีน การค้าไทยสหรัฐ 10 % จีนอันดับหนึ่ง อาเซียน 25 % กรณี TPP รัฐบาลจึงควรแค่ติดตาม ให้ความหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าในการตกลงจากการประชุมดังกล่าว รัฐบาลพร้อมหรือไม่ที่จะให้คนจนซื้อยาแพง