
น้ำเสียปากอ่าวไทย'ปลา-หอย'ตายเกลื่อน
วิกฤต! น้ำเสียปากอ่าวไทยตอนบน 'ปลา-หอย' ขาดออกซิเจนตายเกลื่อน ทช.ยันเกิดจากภาวะน้ำเบียดและเกิดขึ้นปกติทุกปี
16 พ.ย.55 สถานการณ์น้ำทะเลอ่าวไทยตอนบนเกิดภาวะเน่าเสีย มีลักษณะน้ำเป็นสีขาวขุ่น มีกลิ่นเหม็น ตกตะกอนเป็นสีดำขุ่น ตั้งแต่ จ.ฉะเชิงเทรา ถึง จ.สมุทรสงคราม ส่งผลให้ปลาจำนวนมากต้องลอยคอขึ้นมาสูดออกซิเจนในอากาศ รวมถึงหอยแครงและหอยแมลงภู่เลี้ยงของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มทยอยตายลง สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวประมงและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำเน่าเสียเป็นอย่างมาก ซึ่งสัตว์น้ำที่ตายลงเริ่มส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วพื้นที่ ขณะที่เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบนออกมาตั้งข้อสังเกต และแสดงความกังวลว่าความรุนแรงของภาวะน้ำเสียในปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมา จึงเกรงว่าสถานการณ์น้ำทะเลอ่าวไทยตอนบนเน่าเสียจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
นายนพพล ศรีสุข อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำทะเลบริเวณปากอ่าวไทยตอนบนเน่าเสีย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือน ต.ค. ถึง ธ.ค. เกิดจากน้ำจืดปะทะกับน้ำเค็มจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าภาวะน้ำเบียด ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ต่ำกว่าปกติ ทำให้สัตว์น้ำที่ชาวบ้านเลี้ยงในกระชังและสัตว์น้ำในธรรมชาติขาดออกซิเจน และหากว่าในบริเวณใดมีจำนวนสัตว์น้ำมากก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสการตายเพราะต้องแย่งออกซิเจนเพื่อหายใจ
นายนพพล กล่าวว่า จากจากรายงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่ง ที่ส่งเข้ามายังกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เมื่อวันที่ 13 และ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าที่ ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และ ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นจุดที่มีสัตว์น้ำตายมากที่สุด โดยมีทั้งปลาและหอยที่ตายลงจากภาวะน้ำเน่าเสีย ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ต่างระบุว่าปรากฏการณ์น้ำเบียดในปีนี้ หากเทียบกับปีที่ผ่านมาน่าจะมีความรุนแรงมากกว่า เนื่องจากจำนวนสัตว์น้ำที่ตายในขณะนี้มีจำนวนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
นางสาวกาญจนา อดุลยานุโกศล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยทรัพยากรประมงชายฝั่งทะเล จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยทรัพยากรประมงชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบนและศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ 2 จังหวัดสมุทรสาคร ได้ออกสำรวจเหตุการณ์สัตว์น้ำตายบริเวณชายฝั่งจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรปราการ ในวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 5 สถานี พบว่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่าต่ำมากโดยเฉพาะบริเวณพื้นท้องน้ำ มีค่าอยู่ในช่วง 0.2-0.3 มก.ต่อลิตร ซึ่งภาวะน้ำขาดออกซิเจน หากเกิดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่บริเวณหน้าดิน สัตว์น้ำขนาดเล็ก หรือสัตว์เกาะติด เช่นหอย ซึ่งไม่สามารถหนีไปในบริเวณที่คุณภาพน้ำดีกว่า
“ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. แบ่งตาม สถานีตรวจวัดที่ 1 เมื่อเวลา 11.35 น. ที่ความลึก 4.1 ม. ค่าออกซิเจนละลายน้ำ 0.2 มก.ต่อลิตร สถานีตรวจวัดที่ 2 เมื่อเวลา 12.10 น. ที่ความลึก 8.3 ม. ค่าออกซิเจนละลายน้ำ 0.3 มก.ต่อลิตร สถานีตรวจวัดที่ 3 เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ความลึก 6.7 ม. ค่าออกซิเจนละลายน้ำ 0.2 มก.ต่อลิตร สถานีตรวจวัดที่ 4 เมื่อเวลา 14.06 น. ที่ความลึก 2.2 ม. ค่าออกซิเจนละลายน้ำ 0.2 มก.ต่อลิตร และสถานีตรวจวัดที่ 5 เมื่อเวลา 14.55 น. ที่ความลึก 2.5 ม. ค่าออกซิเจนละลายน้ำ 0.2 มก.ต่อลิตร” นางสาวกาญจนา กล่าว
ด้าน นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้หอยแครง หอยแมลงภู่ และปลาในกระชังของชาวบ้านตายนั้นเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ความเค็มของน้ำทะเลลดลงจากปกติ ร้อยละ 2.5-3 แต่พอเกิดภาวะน้ำจืดเบียดน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวไทยตอนบน ทำให้ความเค็มลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 2 หรือต่ำกว่านั้น ติดต่อกันนานหลายวันจนสัตว์น้ำไม่สามารถทนกับสภาพความเค็มที่น้อยลงได้จึงตายลงในที่สุด
นายธรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ 2 คือ ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ(DO) ต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งเกิดจากน้ำเน่าเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร โดยในน้ำเหล่านี้จะมีปุ๋ยอยู่เป็นจำนวนมากทำให้แพลงตอนเจริญเติบโตได้ดีหรือที่เรียกว่าแพลงตอนบูม และไปแย่งออกซิเจนในน้ำจึงยิ่งส่งผลให้เกิดภาวะออกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐาน โดยในบางจุดอาจต่ำกว่า 0 มก.ต่อลิตร และส่วนหนึ่งก็น่าจะเกิดจากปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ ซึ่งเกิดจากสารอาหารชายฝั่งไหลลงสู่ทะเลมากกว่าปกติทำให้น้ำขุนและเน่าเสีย ประกอบกับกระแสน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้น้ำจืด แพลงตอน และสารอาหารจากชายฝั่งไม่ได้ถูกพลัดพาออกสู่ทะเล สถานการณ์สัตว์น้ำตายในปีนี้รุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา
แนะพัฒนาระบบแจ้งเตือนชาวบ้านลดความเสียหาย
“ถ้าจะบอกว่ามวลน้ำจืดที่ไหลลงมาปะทะกับน้ำเค็มในปีนี้มากกว่าปกติก็ไม่น่าใช่ เพราะข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนเองก็บอกอยู่แล้วว่าปีนี้น้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่สาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำของประชาชนตายจำนวนมาก น่าจะเกิดจากช่วงจังหวะของธรรมชาติ ที่มาประจวบเหมาะในช่วงเวลาเดียวกัน ถือเป็นคราวซวยของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังและเลี้ยงหอย แต่จะโทษว่าเป็นเพราะธรรมชาติอย่างเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้องมากนัก เพราะถ้าทางการแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงก็จะไม่ตายมากขนาดนี้” นายธรณ์ กล่าว
นายธรณ์ กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีระบบแจ้งเตือนประชาชนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังและหอย ให้เตรียมตัวรับมือกับภาวะน้ำเบียดที่จะเกิดขึ้น เพราะหากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนไปยังประชาชนว่าจะเกิดภาวะน้ำเบียดในช่วงเวลาใด มีปริมาณน้ำจืดมากน้อยขนาดไหน ชาวบ้านจะได้เตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งทำได้โดยการเพิ่มจำนวนกระชังปลาเพื่อไม่ให้ปลาในแต่ละกระชังมีจำนวนมากนัก หรือการติดกังหันน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้กับสัตว์น้ำ ซึ่งหากทางการพัฒนาระบบแจ้งเตือนให้มีความแม่นยำและมีคุณภาพ จะช่วยลดความเสียหายและการตายของสัตว์น้ำทั้งที่เพาะเลี้ยงและในธรรมชาติได้เป็นอย่างมาก



